วิธีการตัดสินใจแบบชาวพุทธ

เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ หรือ เอิร์ลรัสเซลล์ ที่สาม ผู้เขียนหนังสือ A History of Western Philosophy ที่เป็นหนังสือต้นแบบของตำราปรัชญาทั่วไป ได้กล่าวว่า "พระพุทธศาสนาเป็นการผสมผสานกันเข้าระหว่างปรัชญาแบบการคาดการณ์ และปรัชญาแบบวิทยาศาสตร์ พระพุทธศาสนาสนับสนุนวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และดำเนินตามวิธีนั้นไปสู่เป้าหมายสุดท้าย ซึ่งอาจจะเรียกว่าวิธีการแบบเหตุผล...พระพุทธศาสนาได้ลงมือทำในที่ที่วิทยาศาสตร์ไม่อาจทำได้ เพราะว่าความจำกัดของสมรรถนะทางเครื่องมือแสวงหาความจริงของวิทยาศาสตร์ ชัยชนะของพระพุทธศาสนาคือ การชนะใจตนเอง...ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะตั้งข้อสมมติฐานว่า โลกนี้มีการเริ่มต้น แนวความคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีการเริ่มต้น เกิดขึ้นจากความด้วยทางจินตนาการของพวกเราเอง" แปลโดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

วิธีการตัดสินใจแบบชาวพุทธคือ การตัดสินใจด้วยเหตุผล แต่เนื่องจากมนุษย์เรานั้นมีอารมณ์ด้วย ซึ่ง เดวิด ฮูม นักปรัชญาคนสำคัญของทางตะวันตกได้เน้นว่า "จะเป็นนักปรัชญาก็เป็นเถิด แต่ต้องเป็นมนุษย์ด้วย" ดังนั้น การตัดสินใจของคนเราโดยทั่วไปแล้วจึงไม่มีหลักเหตุผลล้วนๆ หากแต่มีอารมณ์ความรู้สึกเข้าปะปนอยู่ด้วยไม่มากก็น้อย

ทีนี้เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกนั้นมันมีขึ้นมีลง มีเกิดมีดับ อาทิ ความรัก ความชัง ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ฯลฯ ดังนั้น การตัดสินใจที่ใช้อารมณ์มากเกินไปก็เป็นอันตราย เนื่องจากอารมณ์นั้นแปรปรวนได้ เช่น วันนี้รักเธอเหลือเกิน แต่เดือนหน้าอาจจะเกลียดเธอเหลือเกินก็ได้!

ดังนั้น พื้นฐานของการตัดสินใจแบบชาวพุทธก็ย่อมขึ้นอยู่กับพระธรรมคือ คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ และศาสนาพุทธนั้นมีคำสั่งสอนสำหรับคนทุกคน ทุกฐานะ

ตัวอย่างเช่น คำสั่งสอนสำหรับผู้ครองเพศบรรพชิต (พระภิกษุ) คำสั่งสอนสำหรับคนทั่วไปคือฆราวาสที่ไม่ใช่พระ คือคนที่เรียกเป็นภาษาทางการว่า "ผู้ครองเรือน" คือคนที่มีลูก มีผัว มีเมียนั่นแหละ

หลักการตัดสินใจของชาวพุทธควรยึดที่หนังสือนวโกวาท ซึ่งเป็นหนังสือที่พิมพ์เป็นภาษาไทยจำนวนเป็นล้านเล่ม (หนังสือภาษาไทยที่ตีพิมพ์มากที่สุดในโลก) ที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงรวบรวมขึ้นจากพระไตรปิฎกซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ตั้งแต่ พ.ศ.2442 เมื่อครั้งยังประทับอยู่ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม

หนังสือนวโกวาทมี 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นส่วนของพระภิกษุ คือ วินัยบัญญัติ หรือกฎหมายของภิกษุ ส่วนที่ 2 เป็นธรรมวิภาค คือ ธรรมที่ต้องแยกคัดจัดไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น ธรรมที่มี 2 ข้อย่อย รวมไว้หมวดหนึ่งมี 3 ข้อย่อยรวมไว้หมวดหนึ่ง เพื่อจะได้จดจำได้ง่าย และส่วนที่ 3 เป็นส่วนของชาวบ้านธรรมดาที่มีครอบครัวทั้งหลายซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ คือ คิหิปฏิบัติ เป็นหลักปฏิบัติและหลักควรเว้นสำหรับคฤหัสถ์หรือชาวบ้านทั่วไป เช่น ความสุขของคฤหัสถ์, อบายมุข เป็นต้น

ในคิหิปฏิบัตินี่แหละที่กล่าวถึงความสุขของคนธรรมดาสามัญทั่วไป เพราะว่าความสุขนั้นเป็นวัตถุประสงค์ยอดปรารถนาของคนทุกคน แม้แต่ อริสโตเติล ปราชญ์เอกของกรีซโบราณซึ่งเป็นคนที่อยู่ร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า ยังสอนไว้ในวิชาจริยศาสตร์เลยว่า "ความสุข (Happiness) คือ ความดีอันสูงสุด"

ดังนั้น การที่ชาวพุทธจะตัดสินใจในเรื่องใดก็ตาม จึงควรนึกถึงหลักการการตัดสินใจที่ทำให้ตัวของเราเองและครอบครัวมีความสุข นี่ว่ากันตามหลักการ ตามเหตุผล

คราวนี้ก็มาดูว่า ที่พระพุทธเจ้าสอนว่า "ความสุขของชาวบ้านคืออะไร?"

มี 4 ข้อ สั้นๆ ง่ายๆ คือ

1.สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ ข้อนี้ไม่ต้องอธิบาย เพราะชัดแจ้งในตัวอยู่แล้ว

2.สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค ข้อนี้สำคัญเพราะว่าบางคนมีความสุข (ปลอมๆ) จากการที่มีทรัพย์แต่ไม่ยอมใช้ ถึงขนาดตายด้วยความอดยากขาดอาหาร เช่น นายโฮวาร์ด ฮิวส์ มหาเศรษฐีของอเมริกัน เป็นต้น

3.สุขเกิดแต่ความไม่เป็นหนี้ ข้อนี้คนไทยรู้ดีอยู่แล้ว แม้ว่าจะมีบางคนจะลอยหน้าลอยตาอ้างว่าคนที่เป็นหนี้นั้นมีเครดิตดี (แข็งใจพูดทั้งนั้นแหละ) โปรดกรุณาจำพุทธภาษิตข้อนี้ไว้ให้แม่น "อิณาทานังทุกขังโลเก" แปลว่า การเป็นหนี้คือทุกข์หนักที่สุดของโลก

4.สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด หากผิดหลักการข้อสุดท้ายนี้แล้วก็พังหมด

ตัวอย่างการขายยาบ้านั่นนะเป็นการงานที่มีโทษถึงจะมีเงิน ใช้เงิน ไม่เป็นหนี้ แต่ในที่สุดก็ต้องติดคุกถูกยึดทรัพย์

สังเกตดูแล้วคำสอนของพระพุทธเจ้าข้อสุดท้ายมักสำคัญที่สุด ดูตัวอย่างศีลห้าข้อสุดท้ายที่ห้ามการเสพของมึนเมา เพราะว่าเมื่อเสพของมึนเมาแล้วจะทำให้ครองสติไม่อยู่ จึงสามารถละเมิดศีลทั้งสี่ข้อก่อนหน้า คือ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม และพูดปดมดเท็จได้สบายไปเลย

คราวนี้มาพูดถึงเรื่องอารมณ์ความรู้สึกในการตัดสินใจแบบชาวพุทธบ้าง เรื่องอารมณ์นี่ยังไงๆ ก็ต้องมีกันทุกคน หากจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจก็ต้องตระหนักในผลที่ตามมาด้วย ต้องชั่งน้ำหนักดูให้ดี เมื่อเห็นว่าพอรับได้ก็คงไม่มีปัญหาอะไร

ยกตัวอย่างคนหนุ่มสาวอยู่บ้านกันพ่อกับแม่แล้วไม่มีความสุขอยากออกไปหาที่อยู่เอง จะได้เป็นอิสระ มีงานปาร์ตี้เฮฮากันได้ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงเช้าได้โดยไม่โดนแม่ด่า หากมีงานสุจริตทำแล้วมีรายได้พอ ไม่เป็นหนี้ก็อาจแยกตัวไปหาที่อยู่เองก็ได้โดยยอมรับว่าความสะดวกสบายส่วนตัวก็ต้องลดน้อยลง ตัดสินใจได้อย่างนี้ก็นับว่าใช้ได้

แต่หากการออกไปหาที่อยู่เองในขณะไม่มีงานทำ หรือทำงานแล้วแต่เงินไม่พอใช้ หากแยกตัวออกไปอยู่เองก็ต้องเริ่มสร้างหนี้ขึ้นอย่างแน่นอน แบบนี้หากตัดสินใจด้วยอารมณ์เพราะอยากจัดงานปาร์ตี้บ่อยๆ ได้โดยยอมเป็นหนี้

แบบนี้ก็คงไม่ดีแน่

ผู้เขียน:
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
ที่มา:
มติชน

     ต้องขอขอบพระคุณคุณผู้เยี่ยมชม เมื่อ เสาร์ที่๗ มิ.ย. ๕๑ เป็นอย่างสูง ที่กรุณาส่งความคิดเห็นมา ขอกราบอภัยถ้าการตอบกระทู้ ออกจะยาวยืดเยื้อหลายตอน เช่นที่คุณผู้เยี่ยมชมกรุณาเสนอข้อคิดเห็น
     ผมภูมิใจมากๆ ที่คุณผู้เยี่ยมชมกรุณาอ่าน  ผมเป็นสมาชิก"พระไทย" ไม่ถึง ๑ ปีดีนัก เกษียณอายุราชการแล้ว พอดีค่อนข้างสนใจพระพุทธศาสนามากพอสมควร ผมเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี บวชเรียน ขึ้นกรรมฐานกับหลวงพ่อ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ นับถึงปัจจุบัน ๓๔ ปี ก็ยังไหว้พระ สวดมนต์ สมาทานเบญจศีล-เบญจธรรม สมาทานกรรมฐาน เดินจงกรม นั่งสมาธิ แผ่เมตตา-อุทิศส่วนกุศล ทุกวันมิได้ขาด  โดยเฉพาะทุกวันพระ ผมและภรรยา จะไปบำเพ็ญบุญกริยาวัตถุ ๓ ที่วัดใกล้บ้าน อย่างสม่ำเสมอ
     นอกจากนั้นได้ฟัง อ่าน คิด เขียน จากผู้ทรงคุณธรรมในพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียง ของประเทศไทยหลายๆท่าน เช่น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช  ท่านเจ้าคุณพุทธทาส  ท่านเจ้าคุณปัญญาฯ  ท่านเจ้าคุณประยุทธ ปยุตตฺโต  ท่าน ว.วชิรเมธี  ท่านเจ้าคุณพยอม  ท่านเจ้าคุณประยูรฯ  ท่านเจ้าคุณพระเทพดิลก(มหาระแบบ) พระอาจารย์มั่นฯ หลวงตามหาบัว แลนักคิด-นักเขียนที่เป็นฆารวาสอีกหลายๆท่าน เป็นต้น อ่านมากๆ ฟังมากๆ ก็อยากจะระบายเป็นตัวหนังสือ ให้คนอื่นรู้บ้าง  คิดว่าชาตินี้ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา และได้รู้ได้เข้าใจ ได้เข้าถึง  สิ่งที่คนอื่นรู้ได้ยาก และนำความรู้มาพัฒนา  อย่างไรตายไป คงไม่เสียชาติเกิด ไม่เป็นโมฆะบุรุษ และคิดว่าจะเป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่จะรักษาพระพุทธศาสนา ป้องกันพระศาสนา จากผู้ที่เข้าใจไม่ถูกต้องให้ถูกต้อง  ถ้าผู้นั้นเป็นเวไนยสัตว์ 
     ต้องขอความกรุณาท่านผู้เข้าเยี่ยมชมทุกๆท่าน ถ้าจะเบื่อรำคาญ ที่ผมตอบกระทู้ค่อนข้างยาวมากๆ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีเวลาค่อนข้างมาก  ลองสังเกตุดูเหมือนกันว่าจะมีใครมาเล่นกระทู้กับเราบ้าง ช่วงที่ผ่านมา ยังไม่มีใคร ติ-ชม สักครั้ง เคยไปดูเวป อื่นๆ ฝ่ายอกุศล(-)สมาชิกเนืองแน่นไปหมด  แต่เวปฝ่ายกุศล(+)เช่บ"พระไทย" แทบนับผู้เล่นกระทู้ได้เลย มีน้อยมากจริงๆ
     ต้องขอขอบพระคุณคุณผู้เยี่ยมชม อีกครั้ง ที่กรุณาให้คำแนะนำมา  ผมจะพยายามสร้างความรำคาญให้ผู้อ่าน น้อยที่สุดครับ  ขอขอบพระคุณในความเป็นกัลยาณมิตรของท่านด้วยครับ
     ขอตอบกระทู้ "พระพุทธศาสนามิใช่ปรัชญา"เป็นตอนสุดท้ายครับ
     ๙. ท่านเอิร์ลฯ ที่๓ แห่งอังกฤษ ตั้งประเด็นที่ ๑ ว่า พุทธศาสนา เป็นการผสมผสาน ระหว่างปรัชญาแบบคาดการณ์ และปรัชญาแบบวิทยาศาสตร์  
     พระพุทธศาสนามิใช่ปรัชญา พระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ เป็นการตรัสรู้ เข้าใจ เข้าถึง  และพัฒนา อย่างมีรูปแบบ มีขั้นตอน มิใช่นั่งคิด นั่งนึกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการปฏิบัติอย่างยิ่งยวด เอาชีวิตเข้าแลก ประเภท "ตายเป็นตาย"  พระพุทธองค์ทรงผ่านขั้นตอนของ"ฌาน" มาแล้ว และทรงต่อยอด"ฌาน" ด้วยวิปัสสนากรรมฐาน อันมี"สติปัฏฐาน ๔ "เป็นพื้นฐาน จนเข้าถึงพระไตรลักษณ์ ได้ดวงตาเห็นธรรม และบรรลุ"อาสวกขยญาณ" ในที่สุด  ท่านเอิร์ลฯ ที่๓ เพียงวิตก-วิจารณ์ ในตำรา มิได้เข้าถึง อย่างที่พุทธสาวกปฏิบัติกัน  จึงเข้าใจว่าเป็นเพียง"ปรัชญา" ซึ่งฟันธง ได้ว่า ความรู้ความเข้าใจ เพียง"โลกีย์ปัญญา" จะมองผู้เข้าถึง"โลกุตตรปัญญา" ได้แค่"ปรัชญา" เท่านั้น สูงกว่านี้ไปไม่ถึง ไม่เช่นนั้น ท่านเอิร์ลฯ ที่๓ จะต้องอุทิศชีวิตเพื่อเข้าถึง "สมถะ-วิปัสสนา" ให้ได้ เห็น"ไตรลักษณ์" เมื่อใด ท่านเอิร์ลฯ ที่๓ จึงจะได้ชื่อ"เวไนยสัตว์" และมิใช่"โมฆะบุรุษ" ต่อไป   
     และวิทยาศาสตร์ก็เช่นกัน  ถ้ายังป็นทฤษฎีอยู่ ก็เป็น"ปรัชญา" ได้  แต่ถ้าเป็น"เทคโนโลยี"แล้วไม่ใช่"ปรัชญา" แน่นอน เช่น คอมพิวเตอร์  เครื่องบิน รถยนต์ รถไฟ ไฟฟ้า วิทยุ จรวด ยานอวกาศ ฯลฯ เป็นต้น     ฉนั้นอยู่ที่พวกเราชาวพุทธไทย จะเข้าถึง"ไตรลักษณ์" อย่างไรให้เป็น"รูปธรรม" ให้ได้  คำตอบอยู่ในข้อสุดท้าย ของท่านเอิร์ลฯ แล้วครับ
     ๑๐. ประเด็นที่ ๒  พุทธศาสนา สนับสนุน วิทยาศาสตร์  ด้วยเหตุด้วยผล
     พระพุทธศาสนา เกิดก่อน วิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี เป็นพันๆ ปี (พระเยซู ประกาศคริสต์ศาสนา ๕๔๓ ปี)  ฉนั้นคำตอบที่ถูกต้อง ของท่านเอิร์ลฯ ก็คือ    วิทยาศาสตร์ สนับสนุน พระพุทธศาสนา  มิใช่พระพุทธศาสนา สนับสนุน วิทยาศาสตร์   เฉลย  กระบวนการเข้าถึงพระพุทธศาสนา มีขั้นตอนละเอียดยิบ ไม่ว่า พระวินัย  พระสูตร  และพระอภิธรรม  ด้วยหลักธรรมว่าด้วย "พระสัทธรรม ๓" ประกอบด้วย ปริยัติ๑  ปฏิบัติ๑  และปฏิเวธ๑   ศาสนาคริสต์ ไม่มี  มีแต่สวดอ้อนวอนขอพรพระผู้เป็นเจ้า  ทุกข์-สุข เป็นบทบาทพระผู้เป็นเจ้าที่จะทรงให้ใครก็ได้ ถ้าถูกใจ   ผิดกับพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องปรารภ"ความเพียร" และมีความ"อดทน" ที่จะเข้าถึงความเพียรนั้นๆ  รายละเอียด พระพุทธองค์ อาจไม่ลงในรายละเอียดมากนัก ทรงให้แนวทางหลักๆ   ผู้ใดมีปัญญา ที่จะเข้าถึงได้เร็วกว่ากัน ก็ใช้หนทางนั้นๆ   (โปรดสังเกตุ  ผู้สอนศาสนาคนไทยบางคน ตำหนิผู้สอน บางสำนักว่า ยุบหนอ-พองหนอ บ้าง พุทโธ บ้าง  สัมมาอรหัง บ้าง ว่าไม่มีในพระไตรปิฎก ไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนา หัวชนฝา ว่ากรรมฐาน๔๐ เท่านั้น ที่ถูกต้อง อย่างนี้ถือว่า "สุดโต่ง"ในพระไตรปิฎกเกินไป   คงต้องใช้"ปัญญา"  พิจารณาว่า คำ"ภาวนา" หรือ"คำบริกรรม" คำใด ที่เป็น"กุโศลบาย" ให้ผู้ฝึก "เข้าถึง"ฌาน หรือ สมาธิ" ง่ายๆ เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้ว  การเข้าถึง"วิปัสสนา" ที่จะเห็น"พระไตรลักษณ์" ได้"ดวงตาเห็นธรรม"  จะเร็วขึ้น  แล้วจะรู้เองว่า ผู้เข้าถึง"อริยะบุคคล" สมควรดำรงเพศภาวะ ใด ที่เหมาะสมกับสถานะ"พระอริยะ"นั้นๆ  เช่นระดับ"โสดา-สกทาคามีบุคคล" ควรดำรงสถานะ"คฤหัสถ์-ฆารวาส" เพื่อเกื้อกูล-ค้ำคูญโลก  ส่วนระดับ"อนาคา-อรหันต์" ควรดำรงสถานะ"พระภิกษุ-บรรพชิต" เพื่อเกื้อกูล-ค้ำคูญ พระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนนิรันดร์  ไม่ต้องวิตกว่า ๕,๐๐๐ ปีพระพุทธศาสนาจะหมดสิ้น รอพระศรีอาริย์ เป็นพระศาสดาองค์ใหม่  เหมือนนิยายหลอกเด็ก
     ๑๑. ประเด็นที่ ๓   พุทธศาสนา ทำสิ่งที่ วิทยาศาสตร์ ทำไม่ได้  เพราะวิทยาศาสตร์ ไม่มีเครื่องมือ
     ท่านเอิร์ลฯ ก็ฉลาดเหมือนกัน ที่พยายามยกย่องพระพุทธศาสนาว่า เหนือวิทยาศาสตร์อยู่  คำตอบก็คือ"โลกุตตรปัญญา"ของพระบรมศาสดา ในด้าน"ปรมัตถ์ธรรม" ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน  เป็นนามธรรม ที่พระบรมศาสดาทรงค้นพบด้วยพระองค์เองจากธรรมชาติรอบๆตัวพระพุทธองค์ นั้นแหละ ความเป็น"อัจฉริยะ" บางครั้งก็พิจารณาแบบ คิด-นึก" เฉยๆ มิได้ จนกว่าเราจะนำมาปฏิบัติด้วยตนเอง ก็จะเข้าถึง อย่างที่พระพุทธองค์ เข้าถึง มิได้ปกปิด-อำพรางแต่ประการใด  จึงยกย่องได้ว่าเป็น "พระมหากรุณาคุณ" ไม่มีประมาณ สำหรับปวงเวไนยสัตว์ ที่พระพุทธองค์ ทรงเปรียบเทียบกับ"บัว ๔ เหล่า"
     ๑๒. ประเด็นที่ ๔ สุดท้าย สำคัญที่สุด   ชัยชนะของพุทธศาสนา คือ "การชนะใจตนเอง"
    ๒ ประเด็นแรก ท่านเอิร์ลฯ  ได้คะแนน ๑/๓   เพราะมีส่วนถูกอยู่บ้าง ในมุมมองของ"โลกีย์ปัญญา"หรือแบบ"ปุถุชน"มอง  ถ้าพิสูจน์ด้วยรูปธรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ ถือเป็น"ปรัชญา" หมด  
     ๒ ประเด็นหลัง ให้คะแนนเต็ม  เพราะคิด-นึก ถูกต้อง เพียงแต่ยังไม่ยอมอุทิศตนเพื่อเข้าถึง"ไตรลักษณ์"
     ประเด็นสุดท้าย   "การชนะใจตนเอง"  จะเรียกอีกอย่างก็ได้  คือ"ความไม่เห็นแก่ตัว"  เทียบความนุ่มนวล ๒ คำนี้แล้ว "ชนะใจตนเอง" สุภาพนิ่มนวลกว่า "ไม่เห็นแก่ตัว" เยอะเลย  เหมือนกับคำว่า"ไม่รู้"  กับ "โง่"  ความหมายเดียวกัน แต่คนฟังจะมีปฏิกิริยาทางลบ กับคำว่า "โง่" มากกว่า"ไม่รู้"
     สรุปง่ายๆ  การเข้าถึง"พระไตรลักษณ์" ได้แก่ อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา   นี้เป็นไตรลักษณ์ ระดับ"โลก"
     แต่ นิจจัง  สุขขัง  อนัตตา  เป็นไตรลักษณ์ ระดับ "โลกุตตร" เหนือโลก เป็นรางวัล สำหรับ ผู้ได้"ดวงตาเห็นธรรม"  หรือมี "ธรรมจักษุ" เท่านั้น
      อนัตตา  เราเข้าใจทั่วๆไปว่า ไม่ใช่ตัวตน บุคคล เราเขา บังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่เราต้องการไม่ได้  ไหนๆเมื่อก้าวขึ้นสู่"โลกุตตร" แล้ว ควรเข้าใจ อนัตตา ในความหมายว่า  "ไม่เห็นแก่ตัว  หรือ  ชนะใจตนเอง  หรือ ธรรมทั้งปวงเป็นสิ่งไม่ควรยึดมั่นถือมั่น " 
     ขยายความอีกนิด  บุคคลที่ผ่านการฝึก "สมถะ-วิปัสสนา" และยังฝึกโดยต่อเนื่องจนชำนาญ อุปมาดังการออกกำลังกายทุกวัน เพื่อสุขภาพกายแข็งแรง ฉันใด  การฝึก"สมถะ-วิปัสสนา" ก็เป็นการ เสริม สมาธิ และปัญญา เพื่อความสงบสุข และสุขยิ่ง(บรมสุข) แห่งใจ ฉันนั้น  การทีผู้ฝึก ต้องเพียร และอดทน ต่อการนั่งตัวตรง-ดำรงสติมั่น  มิใช่ปุถุชนคนธรรมดา ที่จะเข้าถึงง่ายๆ  แต่ก็ไม่ยากถ้าเห็นประโยชน์ "ชนะใจตนเอง" แต่ต้องมี"เพียร และอดทน" ตามกำลังของผู้ฝึกนั้นๆ  "ความพยายามคือความสำเร็จ" ครับ
      ส่งท้าย   ชาวพุทธไทยต้องรักษา " วันโกน-วันพระ" ซึ่งเป็นมรดกธรรม ที่พระบรมศาสดาทรงมีพุทธานุญาต มาแต่ครั้งพุทธกาล ให้กลับคืนสู่ประเทศไทยให้ได้  แล้วเมืองไทยจะเป็น "มหาอำนาจทางธรรม" ที่ไม่มีพระศรีอาริย์องค์ใดมาประกาศพระศาสนาอีกต่อไป   และไม่มีคำว่า พระศาสนาจะสูญสิ้นใน ๕,๐๐๐ ปีอีกเช่นกัน

คุณ taweesup ทำไมไม่ตั้งกระทู้ใหม่ซะเลยครับ เห็นก๊อบอะไรยาวๆ มากๆ มาแปะท้ายข่าวอื่นๆ หลายทีแล้ว

     ๖. แนวความคิดท่านเอิร์ลฯ ที่๓  แยกได้ ๔ ประเด็นคือ
     ๖.๑ พุทธศาสนาเป็นการผสมผสานระหว่างปรัชญา แบบคาดการณ์ และปรัชญา แบบวิทยาศาสตร์
     ๖.๒ พุทธศาสนา สนับสนุน วิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุด้วยผล 
     ๖.๓ พุทธศาสนา ทำในสิ่งที่ วิทยาศาสตร์ ทำไม่ได้  เพราะวิทยาศาสตร์ มีเครื่องมือจำกัด
     และ ๖.๔ ชัยชนะของพุทธศาสนา คือ "การชนะใจตนเอง"
     ๗. ศาสนาทั่วๆไปในโลกนี้  (รวมทั้งศาสนาพุทธ นิกายมหายาน ด้วย)  เป็นศาสนาประเภท "เทวนิยม" ทั้งสิ้น ยังต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัว เป็นที่พึ่งที่อาศัย ด้วยการสวดมนต์อ้อนวอนขอให้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบรรดาลสุข ปัดเป่าทุกข์
     ๘. พระพุทธศาสนา (นิกายเถรวาท)  ที่พระมหากษัตริย์ไทย ยอมรับนับถือมาแต่กรุงสุโขทัย เป็นราชธานี  มีหลักการใหญ่ๆ คือ ผู้ที่จะเผยแผ่คุณธรรม ตามหลักพระธรรมวินัย ในพระพุทธศาสนาได้ จักต้องผ่านกระบวน เรียนรู้ที่เรียกว่า เข้าใจ(ปริยัติ) เข้าถึง(ปฏิบัติ) และพัฒนา(ปฏิเวธ) จิตวิญญาณตนเอง จนถึงขั้น (๑)อ่านตัวออก(รู้ว่าตัวเราเกิดมาจากอวิชชา ประกอบด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน ที่เป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง อัตตาก็เกิดจากแยกส่วนประกอบเหล่านี้ด้วยตนเองไม่เป็นนั่นเอง)   (๒)บอกตัวได้(เข้าถึงอริยสัจจ์๔ รู้ว่าทุกข์ควรกำหนดรู้ได้กำหนดรู้แล้ว สมุทัยควรกำหนดละ เราได้ละแล้ว นิโรธควรทำให้แจ้งเราทำให้แจ้งแล้ว และมรรคควรทำให้เจริญ เราได้พึงเจริญแล้ว)   (๓)ใช้ตัวเป็น (มรรคที่เจริญแล้วย่อมเข้าถึงพระไตรลักษณ์ ทำให้เห็นนิจจังในอนิจจังหรือเห็นความแน่นอนในความไม่แน่นอน   เห็นความไม่เป็นทุกข์(สุขขัง)ในความทุกข์(ทุกขัง)หรือ"ยิ้มได้เมื่อภัยมา"  และเห็นอนัตตาในอัตตาหรือเห็นความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนจากเดิมที่เคยยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวเป็นตนมาก่อน โดยสรุปคือใช้รูปนามที่เข้าถึงพระไตรลักษณ์แล้ว อันเป็นตัวตนสมมุติที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่จิตวิญญาณถูกพัฒนาจนปราศจาก"ความเห็นแก่ตัว" หรือที่ท่านเอิร์ลฯ ที่๓ แห่งอังกฤษ เรียกว่า "ชนะใจตนเอง" นั่นแหละ   และ(๔)เห็นตัวตาย(ตายเสียก่อนตาย  ความตายคือที่สุดของทุกข์ เมื่อจิตวิญญาณเข้าถึงอนัตตา มีเหตุปัจจัยแห่งความตายมาถึงมันก็ต้องตาย มันเป็นเช่นนั้นเอง "ตถตา" ฉนั้นเมื่อจิตวิญญาณเข้าถึงที่สุดแห่งทุกข์(บรมทุกข์)ได้ ชิวิตปัจจุบันจึงเป็นชีวิตที่มี "ที่สุดแห่งสุข" หรือ"บรมสุข"ที่เรียกว่า"พระนิพพาน"นี่เอง)  
     ๙. หลักความเชื่อที่ไม่มีในพระพุทธศาสนา ๓ ประการ คือ
     ๙.๑ ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าสามารถดลบรรดาลทุกข์-สุข ให้กับผู้อ้อนวอนได้
     ๙.๒ ความเชื่อเรื่องกรรมเก่า ประเภทข้ามภพข้ามชาติ ซึ่งศาสนาพราหมณ์ใช้อย่างได้ผล ในการแบ่งชั้นวรรณะ  ซึ่งพระสงฆ์ไทยก็มีความเชื่อแนวนี้อยู่มาก  ในเมื่อพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่ง"ปัญญา" ความเป็น"พุทธ" แห่งพระพุทธองค์ปรารถนาให้"เวไนยสัตว์"ครั้งยุค"พุทธกาล" เข้าถึง"ธรรมาธิษฐาน"แบบ"วิถีพุทธ"โดยอาศัย "บุคคลาธิษฐาน" แบบ"วิถีพราหมณ์" ให้เกิดประโยชน์สูงสุด  ฉนั้น"ศรัทธา" กับ"ปัญญา" ของพระสงฆ์ไทย ต้องแยกดีๆ มิฉนั้น จะเป็น "พระสังฆพราหมณ์"ด้วย"ศรัทธา" อย่างแยกไม่ออก
     ๙.๓ ความเชื่อเรื่อง"ดวง" หรือแล้วแต่"โชควาสนา" พระผู้เป็นเจ้า หรือ"พระพรหม" ท่านลิขิตให้เป็นอย่างไร ก็ต้องป็นไปตามนั้น อย่าไปฝืน"ดวง"เลย จะเป็นทุกข์ไปเปล่าๆ
     นี้คือความเชื่อทีไม่มีในผู้ที่เข้าถึงพระพุทธศาสนาแบบ"เถรวาท"  ความเชื่อใด ที่มิใช่เป็นไปเพื่อความ"พ้นทุกข์"  ความเชื่อนั้นมิใช่"ความจริง"ในพระพุทธศาสนา ซึ่งต้องพิสูน์ได้ด้วย"กาลามสูตร๑๐"เท่านั้น 

     ๕. ไหนๆก็พูดถึงอธิปไตยแล้ว ขอแสดงนัยแห่งอธิปไตย อีก ๒ อธิปไตย ที่โลกุตตรปัญญาของพระบรมศาสดาทรงแสดงด้วย
     ๕.๑ โลกาธิปไตย  มีความหมาย โลกแห่งความเป็นใหญ่  เพื่อความเข้าใจง่ายๆ หมายถึงความคิดของคนส่วนใหญ่เป็นใหญ่  ทำนองประชาธิปไตย คงไม่ผิด  ระบอบคอมมิวนิสต์ เขาก็บอกว่าเป็นประชาธิปไตย เพราะถึงเวลาเลือกตั้งก็มีการลงประชามติ  แต่ข้อแตกต่างความเป็นประชาธิปไตย ของระบอบ หรือลัทธิคอมมิวนิสต์ จะมีเพียงพรรคเดียว เท่านั้น คือพรรคคอมมิวนิสต์ นั่นเอง จะเลือกผู้แทนที่ถูกใจไม่ถูกใจ ผู้แทนก็ยังเป็นตัวแทนของพรรคคอมมิวนิสต์ อยู่ดี   ต่างจากประชาธิปไตยในโลกเสรี ที่มีมากกว่า ๑ พรรคการเมือง อย่างประเทศมหาอำนาจยุโรป-สหรัฐ จะมี ๒ พรรคการเมืองหลักๆ คือ พรรคเสรีนิยม กับ พรรคอนุรักษ์นิยม เป็นต้น  ส่วนประเทศกำลังพัฒนา เช่นประเทศไทย จะมีพรรคการเมืองมากกว่า ๓ พรรคขึ้นไป(อาจถึง๑๐ พรรคก็มี)  แนวโน้มของโลกาธิปไตย  ประเภทประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม หรือทุนนิยม หรือบริโภคนิยม หรือวัตถุนิยม (แล้วแต่จะเรียก)   ยึดหลักการ"รักสุขเกลียดทุกข์"  ประกอบด้วยขบวนการทางวิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี  ไม่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง มองว่าศาสนาเป็นเพียงที่พึ่งทางใจส่วนบุคคล เพราะศาสนาส่วนใหญ่ ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจับต้องไม่ได้ ไม่มีเหตุมีผล  ตรวจสอบ-สอบทานด้วยระบบวิทยาศาสตร์ไม่ได้    กลุ่มชนในระบอบโลกาธิปไตย-ประชาธิปไตยเสรีนิยม มองความสุขทางกายเหนือความสุขทางใจ   พูดตรงๆก็คือ สุขกายก็คือสุขใจนั่นเอง  เพราะฉนั้นบุคคลเหล่านี้จำเป็นต้องเสพ-แสวงหาวัตถุที่อำนวยความสะดวกสบาย ให้กับชีวิตหรือความสุขทางกาย ให้มากที่สุด  จนกลายเป็นความฟุ้งเฟ้อ-ทะเยอทะยาน  แข่งขันกันไม่รู้จบสิ้น ทำนอง "WIN TO FIGHT"   ไม่ว่าเชิงธุรกิจ(การค้า-การตลาด) การเมือง  การกีฬา และบางประเทศมหาอำนาจ ที่มีศาสนาประจำชาติ ก็ถือโอกาสทางสังคม   "WIN TO FIGHT" ทางศาสนาไปด้วย   เน้นอีกนิด กลุ่มนี้ถือ "เงินคือพระเจ้า" จุดเด่นของระบอบนี้คือ การไม่ยึดติดตัวบุคคล  ถือคติที่ว่า  "ประชาชนสร้างพรรคการเมือง   พรรคการเมืองสร้างบุคคลากร  บุคคลากรสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้ประเทศชาติ"   ระบบหมุนเวียนการบริหาร-การปกครอง และการตรวจสอบความซื่อสัตย์ตัวบุคคล สูงมาก  บนหลักการ"ผู้ใดอยู่ในอำนาจนานๆ มักติดใจหลงไหลในอำนาจนั้นๆ และเป็นสาเหตุสำคัญ ของความไม่ซื่อสัตย์ทั้งปวง" 
     ๕.๒ ธรรมาธิปไตย   มีความหมาย ใช้หลักธรรมเป็นใหญ่    หลักธรรมตามหลักการพระพุทธศาสนาประกอบด้วธรรม ๓ ประการคือ   อกุศลธรรม (ฝ่ายชั่วร้าย)๑    กุศลธรรม (ฝ่ายดีงาม) ๑   และอัพยากฤต (ฝ่ายเป็นกลาง-เป็นปกติ-หรือสภาพที่อดทนได้ในระดับหนึ่ง) ๑  โอวาทปาฏิโมกข์ของพระพุทธองค์ ทรงแสดงไว้ชัดเจน ประกอบด้วย  การไม่ทำความชั่ว ๑    กระทำแต่ความดี ๑  และทำจิตให้บริสุทธิผ่องใส ๑    รวม ๓ ประการตรงตามหลักการ ธรรมาธิปไตย  ๆ ของพระพุทธองค์ เน้นที่ใจมากกว่ากาย  ดังพุทธพจน์ที่ว่า  ใจเป็นนาย-กายเป็นบ่าว  ๑    กิเลสหนา-ปัญญาหยาบ ๑   ฝูงสัตว์ต้องต้อน-ฝูงชนต้องนำ ๑   แม่ปู-ลูกปู ๑     ฉนั้นการกำเนิดของพระพุทธศาสนา จึงเป็นการต่อยอดความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งศาสนาพราหมณ์แบ่งภพภูมิ เป็น ๓ ระดับ  ประกอบด้วย   กามาวจรภูมิ ๑ (ได้แก่ ชั้นอบายภูมิ มี ภพภูมิของ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเดรัจฉาน    ชั้นมนุษย์ภูมิ   และชั้นเทวภูมิ ๑๖ ภพภูมิ )     รูปภูมิ(ภพ) หรือรูปพรหม(ชาติ) ๑    และอรูปภูมิ(ภพ) หรืออรูปพรหม (ชาติ)๑     นี้คือภพภูมิของศาสนาพราหมณ์ ถือว่าพระพรหมเป็นภาวะสูงสุดของศาสนา  ปรมาตมันคือ ความหลุดพ้นหรือนิพพานของศาสนาพราหมณ์  โดยมี พราหมณ์ ทำหน้าที่สื่อ หรือตัวแทนพระพรหมในโลกมนุษย์  พระพุทธศาสนาโดยพระบรมศาสดา เห็นว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง ทรงใช้เวลาในการหาทางพ้นทุกข์ อยู่ถึง ๖ ปี จึงค้นพบ "อริยสัจจ์๔" ภพภูมิ ที่พระพุทธองค์ทรงต่อยอดศาสนาพราหมณื คือ ภูมิ ที่ ๔ ชื่อว่า " โลกุตตรภูมิ" ที่แปลว่าเหนือโลก ความหมาย"เหนือโลก"ทางวิทยาศาสตร์ คือเหนือชั้นบรรยากาศโลก หลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วงโลก เป็นอิสระจากโลก เช่นดาวเทียม ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณคลื่นวิทยุมายังโลก ยังประโยชน์แก่โลกมหาศาลฉันใด  "โลกุตตรภูมิ"หรือเหนือโลกของพระบรมศาสดา ก็ฉันนั้น  แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณของอริยบุคคล ที่พัฒนาจิตวิญญาณจากปุถุชนคนธรรมดา พ้นจากอบายภูมิ สู่มนุษย์ภูมิ ด้วยมนุษย์ธรรม(เบญจศีล-เบญจธรรม)   สู่เทวภูมิ ด้วยเทวธรรม(หิริ-โอตตัปปะ)  สู่รูปภูมิ ด้วย ฌาน๔(วิตก-วิจารณ์-ปิติ-สุข )  สู่อรูปภูมิ ด้วยฌาน๘( ฌาน๔ของรูปภูมิ +อากาศ๙+ช่องว่าง+สัญญา+และวิญญาณ)    สังเกตุให้ดีว่า  ธรรมที่เป็นตัวเป็นตน(อัตตา-บุคคลาธิษฐาน)ของศาสนาพราหม์ เมื่อพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ทรงพลิกผัน อัตตาของพราหมณ์ เป็น อนัตตา-ธรรมาธิษฐาน ในพระพุทธศาสนาเสียสิ้น  ดังที่เราทราบกันดีว่า พระบรมศาสดาไม่ปฏิเสธ อัตตา-บุคคลาธิษฐานของศาสนาพราหมณ์  เพราะเป็นความเชื่อของคนส่วนใหญ่ ได้ชื่อว่าเป็นอเวไนยสัตว์(คนปัญญาน้อยที่สั่งสอนไม่ได้)  ส่วยเวไนยสัตว์(คนมีปัญญา ที่พึงสั่งสอนได้) แม้มีจำนวนน้อย ก็ยังพอมีอยู่ จะทรงพระกรุณาต่อบุคคลเหล่านี้   ฉนั้นการต่อยอดสู่โลกุตตรภูมิ ด้วยวิปัสสนากรรมฐาน มีสติปัฎฐาน๔ เป็นพื้นฐาน จนเห็นแจ้งในพระไตรลักษณ์(อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา)  บังเกิดดวงตาเห็นธรรม เป็นอริยบุคคล ๔ ระดับ(ฆารวาส๒ระดับ และ บรรพชิต ๒ ระดับ) มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ หรือเป้าหมายสูงสุด ในพระพุทธศาสนา  อริยบุคคลระดับฆารวาส เกื้อกูลประโยชน์โลก  บรรพชิต เกื้อกูลพระศาสนา ที่จะดำรงพระพุทธศาสนายั่งยืนสถาพรนิรันดร์กาล

     ๑. ปรัชญา มาจากคำว่า ปราชญ์ + ปัญญา แปลว่า ผู้รู้ด้วยปัญญา
     ๒. ท่านเอิร์ล รัซเซลล์ ที่๑ ผู้เขียนหนังสือ A HISTORY OF WESTERN PHILOSOPHY  กล่าวว่า พระพุทธศาสนา เป็นการผสมผสานระหว่าง ปรัชญาแบบคาดการณ์ และปรัชญาแบบวิทยาศาสตร์  พระพุทธศาสนาสนับสนุนวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุด้วยผล  พระพุทธศาสนาทำในสิ่งที่ วิทยาศาสตร์ทำไม่ได้ เพราะจำกัดด้วยเครื่องมือ  ชัยชนะของพระพุทธศาสนา คือการ"ชนะใจตนเอง"
     ๓. ท่านเอิร์ลฯ ที่๑ คงเป็นชาวอังกฤษ ที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกาย โปแตสแตนท์ (CHURCH OF ENGLAND)  ศาสนาที่นับถือพระผู้เป็นเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัว เป็นสรณะ(ที่พึ่งที่อาศัย) นัยทางพระพุทธศาสนาถือว่าอยู่ในครรลองของ"อัตตาธิปไตย"  หมายความว่า ผู้ประกาศศาสนา ไม่สามารถค้นหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีในตน ให้เหล่าบรรดาสาวกเลื่อมใสได้ จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัวที่เหล่าปุถุชนสาวกส่วนใหญ่ ยอมรับนับถือ โดยอาศัยจุดเด่นความเป็นผู้นำทางคุณธรรม  และช่องว่างระหว่างชนชั้นสูง กับชนชั้นรากหญ้า ทีมีความขัดแย้งรุนแรง กรณีความไม่เป็นธรรมระหว่างชนชั้น   ถ้ามองด้วยปัญญาลึกๆ จะเห็นว่า ผู้ประกาศศาสนากับคนทรงเจ้าเข้าผี มีอะไรคล้ายๆกัน  ฉนั้นเมื่อความคิดความเห็นของตนทุ่มเทให้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัว ตัวเองคือตัวแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นๆ มีความสามารถเฉพาะตัวทางโลกคือ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ให้ชนชั้นยากจนหายได้   
     ๔. ความเป็นผู้นำทางความคิด ไม่ว่าอ้างอิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกตัว หรือทฤษฎีแนวปรัชญาว่าถ้าปกครองแนวนี้ ระบบนี้ จะทำให้โลกสันติสุขได้ ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมเสมอกันหมด โลกจะอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข  นัยอย่างนี้พระพุทธศาสนาเรียกว่าเป็นแนวคิดแบบ"อัตตาธิปไตย"

แสดงความคิดเห็น