วันอัฏฐมีบูชา

วันสำคัญทางพุทธศาสนาที่สำคัญอีกวันหนึ่งที่พุทธศาสนิกชนจะต้องรำลึกถึงคือ วันอัฏฐมีบูชา ซึ่งในปีพุทธศักราช 2551 ตรงกับวันที่ 27 พฤษภาคม 2551

อัฏฐมีบูชา แปลว่า การบูชาในวันอัฏฐมี หมายถึง การบูชาในวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งเป็นวันถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้า ถัดจากวันวิสาขบูชามา 8 วัน

กล่าวคือ

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ ระหว่างต้นรังคู่ ป่าสาละ เมืองกุสินารา ความเศร้าโศกก็เกิดขึ้นทั่วไปในหมู่พุทธศาสนิกชนที่เป็นปุถุชน ส่วนพระขีณาสพก็เกิดธรรมสังเวช พวกมัลลกษัตริย์ได้ทำการบูชาพระบรมศพด้วยเครื่องบูชาอันประณีตและสวยงาม ประกอบพิธีเหมือนดังที่จัดให้แก่พระมหากษัตริย์ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในวันที่ 7 จึงอัญเชิญพระศพไปประดิษฐาน ณ มงกุฏพันธนเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองกุสินารา แล้วถวายพระเพลิงแต่ไฟไม่ติด โดยเทพยดาได้บันดาลไว้เพื่อรอพระมหากัสสปะมาถึง

ฝ่ายพระมหากัสสปะได้พาภิกษุ 500 รูป เดินทางไปยังเมืองกุสินารา ตอนเที่ยงได้พบกับอาชีวกคนหนึ่ง สอบถามและทราบว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วได้ 7 วัน จึงเดินทางต่อไปจนถึงเมืองกุสินารา เมื่อถึงมงกุฏพันธนเจดีย์แล้วก็พาพระสงฆ์ประนมมือเดินเวียนรอบจิตกาธาน 3 รอบ แล้วเข้าไปถวายบังคมพระบาทของพระพุทธองค์

ทันใดนั้น เทพยดาก็บันดาลให้ไฟลุกขึ้นที่จิตกาธานเผาพระบรมศพจนหมดสิ้นเหลือเพียงผ้า 1 คู่ ที่ใช้หุ้มห่อพระบรมศพชั้นในสุดและชั้นในสุดและชั้นนอกสุด กับพระเขี้ยวแก้ว 4 พระรากขวัญ 2 สิ่งทั้ง 7 นี้ ยังคงอยู่ปกติมิได้กระจัดกระจายไป ส่วนพระบรมสารีริกธาตุที่เหลือแตกกระจายออกเป็น 3 ขนาด คือ ขนาดใหญ่ประมาณเท่าเมล็ดถั่วแตก ขนาดกลางประมาณเท่าเมล็ดข้าวสารหัก และขนาดเล็กประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดและหลังจากนั้นได้มีการแบ่งพระบรมสาริกธาตุไปตามที่ปรากฏในคัมภีร์ และเอกสารต่างๆ ทั่วไป

พิธีกรรมที่ปฏิบัติในวันอัฏฐมีบูชาในอดีต ไม่ปรากฏหลักฐานเอกสารที่เด่นชัด จึงสันนิษฐานว่าจะนิยมจัดเฉพาะบางวัดเท่านั้น ไม่แพร่หลายทั่วไปเหมือนวันวิสาขบูชาและวันอื่นๆ

หลักปฏิบัติในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาทั้ง 4 วัน วันนี้มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าโดยตรงในปัจจุบันนิยมมีพิธีปฏิบัติในวันทั้ง 4 นี้คล้ายคลึงกัน คือ

1.การใส่บาตรทำบุญที่วัดหรือที่บ้านในเวลาเช้า

2.การสมาทานศีล 5 หรือศีลอุโบสถ

3.การปล่อยนกปล่อยปลาหรือสัตว์มีชีวิตอื่นๆ

4.การงดเว้นการดื่มสุราเมรัย และเล่นอบายมุขทุกชนิด

และสถานเริงรมย์บางแห่งก็ร่วมงดเปิดกิจการในวันทั้ง

3 ยกเว้นอัฏฐมีบูชา เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาด้วย

5.การไปนมัสการไหว้พระ สวดมนต์ และทำบุญตามวัดวาอารามต่างๆ

6.การฟังพระธรรมเทศนา และปฏิบัติสมาธิภาวนา

7.การสนทนาธรรมกับพระภิกษุหรือผู้ทรงคุณทางศาสนา

8.การเวียนเทียนที่วัด โดยพุทธศาสนิกชนจะเตรียมดอกไม้ธูป เทียน ไปวัดเมื่อถึงกำหนดเวลาเวียนเทียน (ส่วนมากจะเป็นตอนกลางคืน ช่วง 19.00-20.00 น.)

ก็จะประกอบพิธีโดยกรมการศาสนาได้แนะนำไว้ดังนี้

1.เมื่อถึงวันวิสาขบูชา (รวมทั้งวันมาฆบูชา อาสาฬหบูชา หรืออัฏฐมีบูชา) ควรเตรียมเครื่องบูชา เช่น ธูป เทียน ดอกไม้ ไว้ให้พร้อม การแต่งกายไปประกอบพิธีควรให้สุภาพเรียบร้อย

2.เมื่อไปชุมนุมพร้อมกัน ณ ที่จะประกอบพิธีบูชา เช่น ที่หน้าลานโบสถ์วิหาร หรือลานหน้าพระเจดีย์ พระสถูปองค์ใดองค์หนึ่ง และเมื่อได้เวลาประกอบพิธีแล้ว ให้ทุกคนยืนถือดอกไม้ ธูป เทียน ด้วยมือขวา ชูขึ้นไว้เสมอลำตัว

3.พระสงฆ์ผู้เป็นประธานในพิธีกล่าวให้โอวาท (หรือความสำคัญ ความเป็นมาของวันนี้) ประมาณ 10-15 นาที ทุกคนประนมมือถือดอกไม้ ธูป เทียน ตั้งใจฟังด้วยความเคารพ เมื่อพระสงฆ์ให้โอวาทจบลง ให้เปล่งส่งเสียงสาธุการ

4.ประธานพิธีแจ้งให้ทุกคนจุดธูป เทียน แล้วกล่าวนำบูชา ทุกคนว่าตาม

5.เมื่อกล่าวคำบูชาจบ พระสงฆ์จะเดินนำหน้า ประชาชนเดินตามหลังเวียนขวา รอบโบสถ์หรือปูชนียสถาน 3 รอบ ด้วยอาการสงบ

6.เมื่อครบ 3 รอบแล้ว ให้นำธูปไปปักไว้ที่กระถางธูป นำเทียนไปปักไว้ที่ราวเชิงเทียนและนำดอกไม้ใส่ไว้ในภาชนะที่วัดจัดไว้ เป็นเสร็จพิธี

ปัจจุบันการจัดพิธีอัฏฐมีบูชา มีจัดกันเกือบทุกจังหวัด โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งมีเครือข่ายวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศร่วมกันจัดพิธีสำคัญทางพุทธศาสนานี้

เพื่อให้พุทธศาสนิกชนระลึกถึงและเห็นความสำคัญของวันอัฏฐมีบูชา

และร่วมกันจรรโลงพุทธศาสนาให้เป็นวัฒนธรรมที่ดีงามคงอยู่สืบไป

ผู้เขียน:
กฤษณา พันธุ์มวานิช สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
ที่มา:
มติชน

แสดงความคิดเห็น