เปรตที่วัดสระแก้ว มารศาสนา สองผัวเมียผู้อยู่เบื้องหลัง
ขณะนี้วัดสระแก้ว จ.อ่างทอง มีหลวงพ่อองค์ใหม่ คือ พระมหาไพเราะ เป็นเจ้าอาวาส เป็นพระที่มีคุณธรรมสูง ชาวบ้านรัก แต่ขณะนี้มีผู้จัดการและครูใหญ่โรงเรียนวัดสระแก้ว
ซึ่งเป็นผัวเมียตัวแสบ กำลังยุเด็กวัดเดินขบวนขับไล่หลวงพ่อ และบังคับเด็กวัดไม่ให้ไปกินข้าวในวัด แล้วจ้างทีวีช่องหนึ่งมาถ่ายทำใส่ร้ายหลวงพ่อ
สาเหตุที่ขับไล่หลวงพ่อ คือ หลวงพ่อไปขัดขวางผลประโยชน์อันมหาศาล เช่น มีการขนข้าวสารไปขาย ยักยอกเงินในตู้บริจาค จนบัดนี้สองผัวเมียดังกล่าวและสมุน มีเงินนับหลายล้านบาท มีบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ สามหลัง ซื้อที่ที่โคราชหลายไร่
สมุนแต่ละคนมีบ้านและรถขี่อย่างดี แต่ขณะเดียวกันเด็กวัดกำลังอดอยาก เพราะความคนไม่ดีของสองผัวเมีย ขบวนการนี้ทำกันมานานเกินสิบปี พอหลวงพ่อองค์ใหม่มาอยู่วัดสระแก้ว ท่านพยายามจะจัดระบบให้ถูกต้อง แต่ก็ถูกสองผัวเมียขัดขวางและหาทางขับไล่หลวงพ่อ และทำการร้องเรียนเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด ให้สอบสวนเอาผิดหลวงพ่อ
ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาตัดสิน ท่านผู้อ่านเชื่อหรือไม่ว่า สองผัวเมียคู่นี้พยายามวิ่งล็อบบี้กรรมการ (ในอดีตมีพระบางองค์เคยได้รับผลประโยชน์จากสองผัวเมียคู่นี้)
ขณะนี้วัดท่าสุทธาวาส ต.บางเสด็จ กำลังถูกผัวเมียคู่นี้ยื่นเงินถวายสองแสนบาท ให้เจ้าอาวาสวัดท่าสุทธาวาสในฐานะเป็นกรรมการท่านหนึ่ง แต่หลวงพ่อไม่รับ
ชาวบ้านบางเสด็จทุกคนเบื่อระบบราชการที่จังหวัดอ่างทองมากที่สุด ไม่เคยช่วยเหลืออะไรกับชาวบ้านเลย มีแต่โกงกินคอรัปชั่น เหมือนกับคดีปลากระชังที่แม่น้ำเจ้าพระยาเน่า
เพราะโรงงานผงชูรส ทุกวันนี้ชาวบ้านบางคนถูกโรงงานผงชูรสฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แต่กลับไม่มีหน่วยงานราชการใดในอ่างทองมาช่วยเหลือเลย นี่หรือประเทศไทย คนชั่วคนเลวกำลังครองเมือง
ขอร้องผู้มีอำนาจและอันจะกินทั้งหลายโปรดช่วยเหลือหลวงพ่อวัดสระแก้วด้วย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
จากชาวบ้านบางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง
ก็ไม่รู้ว่าใครคอรัปชั่นเงินและของบริจาคจากผู้ใจบุญกันแน่ แต่ ที่แน่ ๆ คือ ทั้งสองฝ่ายต่างพูดว่าทำเพื่อเด็ก ก็น่าจะตกลงกันให้ได้ ท่านเห็นแก่อนาคตท่านหรือเด็กกันแน่ งานนี้ไม่รู้ใครเป็นมาร แต่บอกได้คำเดียวกรรมของเด็ก ผู้ที่มีอำนาจเกี่ยงข้องลองไปคุญกับเด็กที่อยู่มานานแล้วดูบ้างก็ดีนะ ขอร้องอย่าเอาเด็กมาเป็นเครื่องมือต่อรองเลย ทั้งพระ ทั้งครูนั่นแหละ นรกมีจริงนะใความลับไม่มีในโลกหรอก
ปัญหา เป็นพุทธแต่ไม่นับถือศาสนาพุทธจะทำอย่างไร
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประเภท"อเทวนิยม" ถ้าแปลตรงๆ หมายความว่า ไม่นิยมเทวดา จะมี ๒ นัยด้วยกันคือ
๑. มีเทวดาจริง แต่ไม่ยกย่องเทวดาจะดีกว่าพระพุทธเจ้า หรือ
๒. เทวดาแบบบุคคลาธิษฐาน(เป็นตัวเป็นตน)ไม่มีจริง แต่พระพุทธองค์ทรงใช้ภาษาพ้องกับศาสนาพราหมณ์ครั้งยุคพุทธกาล เป็นเทวดาประเภท"ธรรมาธิษฐาน" คือบุคคล(มนุษย์)ที่มีจิตวิญญาณถูกพัฒนาสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง ด้วยคุณธรรมที่เรียกว่า"เทวธรรม" ประกอบด้วย
หิริ ความละอายต่อบาป และโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป
นัย ตามข้อ๑. มีปรากฎในพระไตรปิฎก ฉบับสังคยานาครั้งที่ ๙(ครั้งล่าสุด) สมัยรัชกาลที่๑ แห่งราชวงศ์จักรี
เรื่องตายแล้วเกิด ตายแล้วสูญ ชาติก่อนมีจริง ชาติหน้ามีจริง การเวียนว่ายตายเกิดไม่มีวันหมดสิ้นตราบผู้นั้น ยังไม่เป็นพระอรหันต์ มีนิพพานเป็นอารมณ์ ถกเถียงกันมาครั้งก่อนพุทธกาลด้วยซ้ำ ในพระไตรปิฎกฉบับเดียวกัน มีผู้ถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ พระพุทธองค์ จะไม่ตรัสตรงๆ จะทรงตรัสว่า ผู้ถามเชื่อว่า ชาติก่อนชาติหน้ามีจริงหรือไม่ ถ้าผู้ถามตอบว่าไม่มีหรือไม่เชื่อ พระบรมศาสดาจะทรงแสดงว่า การไม่เชื่อชาติก่อน-ชาติหน้า เป็นเหตุให้คนมักทำบาป เพราะทำดีก็เท่านั้น ทำชั่วก็เท่านั้น ไม่ต้องรับผลของกรรมแต่อย่างใด ส่วนผู้ที่เชื่อว่าชาติก่อน-ชาติหน้ามีจริง พระพุทธองค์จะทรงสรรเสริญ ว่าเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ผู้ใดทำกรรมอันใดไว้ ไม่ว่ากรรมดี-กรรมชั่ว บุคคลนั้นย่อมรับผลของกรรมที่ทำนั้นๆ
วิเคราะห์เจาะลึกจะเห็นว่า ผู้ถามเป็นผู้อยากรู้มากกว่าเป็นพุทธสาวกที่แท้จริง ถ้าเป็นพุทธสาวก พระพุทธองค์จะทรงแสดง"อนุปุพพิกถา๕" ว่าด้วย ทานกถา(การแบ่งปัน การเสียสละ) สีลกถา(ความประพฤติที่ดีงาม การอยู่ร่วมกัน) สัคคกถา(ผลอันพึงเป็นที่น่าปรารถนาในส่วนดีของกาม หรือกามคุณ เช่นความสุขความเจริญ) กามาทีนวกถา(ผลร้ายอันสืบเนื่องมาจากกามคุณ เช่นมีไม่รู้จักพอ) และเนกขัมมานิสังสกถา(ผลดีของการไม่หมกมุ่นอยู่ในกามคุณ พร้อมแสวงหาความดีงาม ความสุขสงบอันปราณีตยิ่งไปกว่านั้น) เมื่อทรงเห็นว่าพุทธสาวกมีทางบรรลุธรรมวิเศษได้ จะทรงแสดง "อริยสัจจ์๔"มีดวงตาเห็นธรรม พร้อมจะบรรลุ มรรค ผล นิพพานต่อไป
พระไตรปิฎกของพระพุทธศาสนา(พุทธจักร์) เปรียบเหมือนรัฐธรรมนูญของบ้านเมือง(ราชอาณาจักร์) พระไตรปิฎกอยู่ในพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ ที่จะโปรดฯให้มีการสังคยานา ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี และรับพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเป็นครั้งแรก ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช(พ.ศ.๑๘๒๐) สมัยพญาลิไท(พ.ศ.๑๙๐๔)ทรงพระราชนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วง ต่อมามีการสังคยานาครั้งที่๘(ยุคลานนาไทย สมัยพระเจ้าติโลกราช พ.ศ.๒๐๒๐) และล่าสุดครั้งที่๙ ยุครัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่๑(พ.ศ.๒๓๓๑)
"พระพุทธศาสนาสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ(พ..๒๒๗๕-๒๓๐๑) ตอนปลายสมัย ปรากฎหลักฐานว่า มีความเชื่อหมกมุ่น ในเรื่องโชคลาง และไสยศาสตร์มาก ซึ่งแสดงถึงความไม่สงบของเหตุการณ์บ้านเมือง และอาจจะเป็นสาเหตุของความอ่อนแอของชาติได้อย่างหนึ่ง ต่อมากรุงศรีอยุธยาก็ได้เสียแก่พม่า เมื่อ พ.ศ.๒๓๑๐ มีข้อสังเกตุว่า เท่าที่พบหลักาน ความนับถือพระพุทธศาสนาในสมัยอยุธยา ไม่สู้โน้มไปในหลักธรรมชั้นสูงนัก โดยมากสนใจมุ่งไปแต่เรื่องการบุญการกุศล บำรุงพระสงฆ์ สร้างวัดวาอาราม ปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ พิธีกรรม งานฉลอง งานนมัสการ เช่นไหว้พระธาตุและพระพุทธบาทเป็นต้น การบำเพ็ญจิตภาวนาก็เน้นไปข้างความขลังศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มีเรื่องไสยศาสตร์ อาถรรพ์เข้ามาปะปนเป็นอันมาก" ข้อมูล พระพุทธศาสนาในอาเซีย นิพนธ์โดยพระเทพเวที(ประยุทธ์ ปยุตโต) พิมพ์ครั้งที่๔ ส.ค.๒๕๓๑ หน้า๑๑๖
เราเป็นลูกชาวบ้านที่นั่น ชาวบ้านแถวนั้นทราบดีว่ามารศาสนา ( 2 สามีภรรยาและพวก) ไม่รู้จักพออีกหรือ พอกันได้แล้วระวังนะ ฟ้ามีตา เราขอเป็นกำลังใจให้หลวงพ่อ
ไม่จริงเมื่ออ่านคอลัมน์นี้แล้วอย่าหลงเชื่อ ควรใช้พิจารณญาณ วิเคราะห์ ก่อนกล่าวหาผู้อื่น
พระเพิ่งมาอยู่วัดไม่กี่เดือน ก็เรื่องต่างๆๆ เกิดขึ้น ก่อความวุ่นวายจนน่าปวดหัว เด็กๆๆต้องลำบาก
แล้วครูเค้าอยู่กับเด็กๆๆมาตั้งนานแล้วไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้เลย น่าเบื่อ วุ่นวาย
แสดงความคิดเห็น