สรุป วิเคราะห์ และวิจารณ์ ร่าง พรบ.กองทุนซะกาต

สรุป วิเคราะห์ และวิจารณ์

ร่าง พระราชบัญญัติ ส่งเสริมการดำเนินกิจการกองทุนซะกาต

ชำนาญ นิศารัตน์
6 กันยายน 2550

 

ตอนที่ 1 ข้อมูล สถิติ


สถิติศาสนิกชน จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 (วันกลางปี 49)

จำนวนประชากรทั่วราชอาณาจักร 65,233,000 คน

จำแนกตามศาสนา
ศาสนาพุทธ        94.8% = 61.84 ล้าน (หกสิบเอ็ดล้านแปดแสน)
ศาสนาอิสลาม      4.5% = 2.93 ล้าน (สองล้านเก้าแสน)
ศาสนาคริสต์        0.7% = 0.45 ล้าน (สี่แสนห้าหมื่น)
อื่นๆ และไม่ทราบ   น้อยกว่า 0.01% (ไม่ถึงหนึ่งล้านคน)

ราคาทองคำ
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2550

ทองคำหนัก 1 บาท = 15 กรัม ราคา 10,750 บาท
ผู้มีทรัพย์สินมูลค่าเท่ากับทองคำหนัก 85 กรัม
หรือทองคำหนัก 5.67 บาท คิดเป็นเงิน = 5.67x10,750 บาท เท่ากับ
60,953 บาท ซึ่งเป็นอัตราขั้นต่ำของทรัพย์สินที่ต้องจ่าย ซะกาต ถ้ามีทรัพย์สิน
รวมต่ำกว่านี้ ไม่ต้องจ่ายซะกาตทรัพย์สิน

ราคาข้าวสาร
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2550

ข้าวขาวเสาไห้ 100 % ราคาถังละ 250 บาท 1 ถัง = 20 ลิตร
มุสลิมต้องบริจาคซะกาตอาหาร เป็นข้าวสารคนละ 2.75 ลิตร
คิดเป็นเงิน = 34.38 บาท


 

 

ตอนที่ 2 ความรู้เรื่องซะกาต

คำแปลของคำว่า “ซะกาต”

   คำว่า ซะกาต มาจากคำภาษาอาหรับว่า ซะกาฮฺ แปลว่า ความเจริญงอกงาม, การเพิ่มทวี, การทำให้บริสุทธิ์, การขัดเกลาจิตใจ

ความหมายของคำว่า ซะกาต

  1. หนังสือคำเขียนเทียบศัพท์อิสลามศึกษา เล่ม 1 ของกรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ ว่า “ซะกาต คือทรัพย์สินที่ต้องจ่ายตามศาสนบัญญัติ”
  2. สารานุกรมอิสลาม โดยวัสสลาม สำนักพิมพ์ ส.วงศ์เสงี่ยม ว่า “ซะกาต คือ ภาษีที่มุสลิมทุกคน จะต้องจ่ายให้แก่คนยากจน”
  3. หนังสือศาสนาอิสลาม ฉบับของสำนักจุฬาราชมนตรี โดยนายต่วน สุวรรณศาสน์ ว่า “ซะกาตคือการบริจาคศาสนทาน”
  4. หนังสือวัฒนธรรมอิสลาม โดย ผศ.เสาวนีย์ จิตหมวด ว่า “การจ่าย ทานบังคับ”
  5. ร่าง “พระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินกิจการ กองทุนซะกาต พ.ศ......

มาตรา 3
“ซะกาต หมายถึง เงินหรือทรัพย์สินจำนวนหนึ่ง ที่ศาสนาอิสลาม ได้บัญญัติให้มุสลิมที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น มีหน้าที่จ่ายให้แก่บุคคล ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับ ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่บทบัญญัติศาสนาอิสลามได้กำหนดไว้”

   กล่าวโดยสรุป ซะกาต คือ ทานบังคับ หรือ ภาษีศาสนา ที่ศาสนาอิสลามบัญญัติไว้ให้ผู้นับถือศาสนาอิสลามทุกคน ต้องจ่ายทุกรอบ 1 ปี

ที่มาของบทบัญญัติซะกาต

   บทบัญญัติเรื่องซะกาต มีในคัมภีร์อัลกุรอาน 112 โองการ ทั้งที่เป็นคำสั่งให้ปฏิบัติและคำสาปแช่ง เช่น

คำสั่ง : จงดำรงละหมาดและจงบริจาคซะกาต (2:110) บทที่ 2 วรรคที่ 110
คำสาปแช่ง : ส่วนผู้ที่ไม่ยอมบริจาคซะกาต เขาเหล่านั้นย่อมได้รับการลงโทษ ทั้งนี้ในโลกนี้
และโลกหน้าเช่นกัน ดังโองการในอัล-กรุอานที่ว่า ความวิบัติจงเป็นของผู้ตั้งภาคีทั้งหลาย ซึ่งพวกเขาไม่บริจาค (41:6-7) บทที่ 41 วรรคที่ 6-7

คำอธิบายคำว่า ซะกาต จากสารานุกรมอิสลาม

ซะกาต คือภาษีที่มุสลิมทุกคนที่เป็นอิสสระ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ จะต้องจ่ายให้แก่คนยากจน เพราะเป็นบัญญัติข้อหนึ่งใน 5ข้อของอิสลาม การจ่าย จ่ายตามส่วนของทรัพย์สิน ที่ตนเป็นเจ้าของในรอบปีหนึ่ง หากมีทรัพย์สินมากก็ต้องจ่ายซะกาตมาก หากมีทรัพย์สินน้อยก็ต้องจ่ายน้อย หากไม่มีหรือเป็นหนี้ก็ไม่ต้องจ่าย โดยถือว่าผู้ใดมีทรัพย์สินที่มีค่าเท่ากับทองหนัก 85 กรัม หรือ 4.67 บาท เป็นเวลา 1 ปี ผู้นั้นต้องจ่ายซะกาตเป็นจำนวน 1 ใน 40 ส่วน หากมีน้อยกว่าที่กล่าวนี้ เขาไม่ต้องจ่ายซะกาต หากมีมากกว่าเขาก็ต้องจ่ายเป็นซะกาต เสีย 1 ใน 40 ส่วน หรือร้อยละ 2.5 เสมอไป

ประเภทของซะกาต

   ซะกาต แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ ซะกาตอาหาร และซะกาตทรัพย์สิน
   1. ซะกาตอาหาร ภาษาอาหรับเรียกว่า ซะกาตฟิตเราะห์
   ซะกาตฟิตเราะห์ หมายถึง การที่มุสลิมทุกคน กล่าวคือทุกเพศ ทุกวัย ฯลฯ จะต้องจ่ายทานบังคับให้แก่มุสลิม โดยใช้อาหารหลักของท้องถิ่นบริจาคตามพิกัดที่ถูกกำหนดไว้ ในประเทศอาหรับ ซึ่งรับประทานผลอินทผลัมเป็นอาหาร ให้บริจาคผลอินทผลัมจำนวน 4 ทะนานอาหรับเท่ากับ 2.75 ลิตร สำหรับประเทศไทยซึ่งประชาชนรับประทานข้าวให้บริจาคข้าวสาร จำนวน 2.75 ลิตร หรือบริจาคเงินโดยคิดตามราคาข้าวสารในท้องถิ่นนั้น
   
ผู้ที่ต้องจ่ายซะกาตอาหาร คือ มุสลิมทุกคนทั้งชายหญิง เด็ก ผู้ใหญ่ ที่มีชีวิตอยู่ในวันสุดท้ายของเดือน รอมฎอน (อ่านว่า รอ-มะ-ดอน) คือเดือนที่ 9 ตามปฏิทินอิสลาม ถือเป็นหน้าที่ ของผู้ปกครองต้องจ่ายซะกาตฟิตเราะห์ ให้แก่ผู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบ เช่น หัวหน้าครอบครัว ต้องดำเนินการจ่ายซะกาตของผู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบทุกคน เพื่อนำไปมอบแก่มุสลิม ที่มีความเหมาะสมที่จะรับซะกาต
   2. ซะกาตทรัพย์สิน ภาษาอาหรับเรียกว่า ซะกาตมาล ซะกาตทรัพย์สินเก็บเฉพาะคนมั่งมี หมายถึงมุสลิมที่มีทรัพย์สินทั้งหมดทุกประเภทรวมกัน มีมูลค่าถึงเกณฑ์ขั้นต่ำสุดที่กำหนดไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน คิดเป็นมูลค่าเท่ากับทองคำหนัก 5.67 บาท (85 กรัม) ถ้ามีทรัพย์สินรวมทั้งหมดไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำดังกล่าว ไม่ต้องจ่ายซะกาตมาล ถ้ามีทรัพย์สินถึงเกณฑ์ขั้นต่ำครบ 1 ปี ต้องจ่ายซะกาตทรัพย์สิน แต่จะจ่ายในอัตราใด ให้เป็นไปตามศาสนบัญญัติ คือ

  1. ทองคำ เงินแท่ง และเงินตรา ต้องบริจาคในอัตรา 2.5 เปอร์เซ็นต์ แม้เครื่องประดับก็ต้องนำมาออกซะกาตเช่นกัน
  2. ปศุสัตว์ ศาสนบัญญัติได้กำหนดไว้อย่างละเอียดเช่นกัน แต่จะขอหยิบยกมาเพียงบางตัวอย่าง เช่น

วัว ควาย
หากมีต่ำกว่า 30 ตัว ไม่ต้องบริจาคซะกาต
30 ตัวขึ้นไปต้องบริจาคซะกาต 1 ตัว
100 ตัว ต้องบริจาคซะกาต 3 ตัว ฯลฯ
แพะแกะ
40 ถึง 120 ตัว ต้องบริจาคซะกาต 1 ตัว
200 ถึง 300 ตัว ต้องบริจาคซะกาต 3 ตัว
500 ถึง 599 ตัว ต้องบริจาคซะกาต 5 ตัว

  1. ธัญญาหาร พืชผลที่เพาะปลูก หากในรอบฤดูกาลหนึ่งได้ต่ำกว่า 650 กิโลกรัม ไม่ต้องจ่ายซะกาต แต่หากได้มากกว่า 650 กิโลกรัม จะต้องจ่ายซะกาต ซึ่งมีอัตราที่ต้องจ่ายคือ 10 เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตสำหรับไร่นาสวนที่ใช้น้ำฝน และ 5 เปอร์เซ็นต์ สำหรับไร่นาสวนที่ใช้น้ำทด (ซึ่งต้องใช้เครื่อง)
  2. ธุรกิจการค้า ให้จ่ายในอัตรา 2.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งคิดในทุกๆ รอบปี โดยคิดจากทั้งตัวเงินและทรัพย์สิน (เช่นสินค้าที่อยู่ในสต๊อคทั้งเก่าและใหม่นำมาประเมินราคา) รวมทั้งจำนวนหนี้สินจากลูกหนึ้ที่พึงได้กลับคืนมา ทั้งนี้โดยหักหนี้สินที่เรามีต่อบุคคลอื่นออกแล้ว

   เมื่อประเมินราคา หักเจ้าหนี้ บวกลูกหนี้แล้ว หากมีอัตราถึงอัตราต่ำสุดที่ท่านศาสดา ได้กำหนดไว้คือราคาทองหนัก 5.67 บาท (อัตราต่ำสุดในการต้องจ่ายซะกาตเรียกว่า พิกัด) เจ้าของธุรกิจการค้านั้นต้องจ่ายซะกาต

ผู้มีสิทธิรับซะกาต

บุคคลที่องค์อัลเลาะห์ ได้กำหนดไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานให้เป็นผู้มีสิทธิรับซะกาด ต้องเป็นมุสลิมเท่านั้น ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นไม่มีสิทธิรับซะกาต ผู้มีสิทธิรับซะกาตได้แก่มุสลิม 8 ประเภท คือ

  1. คนอนาถา คือ ผู้ที่มีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น ไม่มีทรัพย์สินใดๆ จำเป็นที่ต้องได้รับความอนุเคราะห์
  2. คนขัดสน คือผู้ที่หาได้ไม่ค่อยพอใช้ เช่น กรรมกรที่หาเช้ากินค่ำ มีภาระที่จะต้องรับผิดชอบมาก หรือแม่ม่ายที่สามีตาย ต้องเลี้ยงลูกกำพร้าตามลำพัง โดยที่ไม่มีสมบัติ
  3. ผู้รวบรวมและจ่ายซะกาต คือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ (ในประเทศที่ถือศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ) เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้เก็บรวบรวมศาสนทาน มีสิทธิได้รับซะกาต
  4. ผู้ที่ควรแก่การปลอบใจ เช่น ผู้ที่กำลังจะเข้ามารับอิสลามหรือผู้ที่ได้เข้ามารับอิสลามแล้ว ซึ่งในปัจจุบันมีคนไทยมุสลิมหลายคนที่อยู่ในภาวะนี้ คือ ถูกตัดขาดจากครอบครัวเมื่อหันมาเข้ารับอิสลาม
  5. ใช้ซะกาตเพื่อไถ่ทาสหรือเชลยให้เป็นอิสระ
  6. ผู้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว อันเป็นหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากการทำผิดศาสนาบัญญัติ เช่น จากการเล่นการพนัน ฯลฯ
  7. ช้ในแนวทางของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งในประเด็นนี้กว้างมาก เช่น นำไปสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล สาธารณสถานต่างๆ ปกป้องประเทศ ขจัดความไม่รู้หนังสือ หรือทำการต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการอิสลาม
  8. ผู้ที่อยู่ในระหว่างเดินทางไกล และอยู่ในภาวะที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น ขาดปัจจัยเดินทางกลับบ้าน

ศาสนาอิสลามห้ามรับบริจาคซะกาตจากคนต่างศาสนา

   พระอัลเลาะห์ตรัสไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานว่า “ไม่ใช่สิทธิและหน้าที่ของบรรดาผู้ตั้งภาคี มุชริก) ที่จะบำรุงส่งเสริมบรรดามัสยิดแห่งอัลเลาะห์ ทั้งๆ ที่ตนเองก็รู้อยู่ว่า ตนนั้นมิได้ศรัทธาต่ออัลเลาะห์” (ที่มา : พระคัมภีร์อัล-กุรอาน เล่ม 10 บทที่ 8 วรรคที่ 17 หน้า 841 คำว่า มุชริก แปลว่า ผู้ตั้งภาคี คือผู้นับถือพระเจ้าอื่นเทียบเท่าพระอัลเลาะห์ เป็นคำที่ใช้เรียกผู้ที่ไม่นับถือศาสนาอิสลาม)


 

ตอนที่ 3 วิเคราะห์วิจารณ์

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินกิจการกองทุนซะกาต

 

บันทึกหลักการและเหตุผล
ประกอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินกิจการกองทุนซะกาต พ.ศ......
หลักการ

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินกิจการกองทุนซะกาต

เหตุผล

โดยที่การจ่ายซะกาตเป็นหน้าที่ที่สำคัญประการหนึ่ง สำหรับมุสลิมผู้ที่มีทรัพย์สินครบตามพิกัดที่ศาสนาอิสลามกำหนดและครอบครอง ครบรอบหนึ่งปี ในอันที่จะต้องจ่ายแก่บุคคลที่มีสิทธิได้รับ ซึ่งเป็นผู้มีในฐานะสมควรได้รับการช่วยเหลือ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินกิจการกองทุนซะกาตขึ้น

วิจารณ์
การตราพระราชบัญญัติ หรือการออกกฎหมาย มี 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1 เป็นการออกกฎหมายใหม่ คือยังไม่เคยมีกฎหมายในเรื่องนั้นมาก่อนเลย ในกรณีเช่นนี้ จะมีหลักการออกกฎหมายไว้ต้นพระราชบัญญัตินั้นว่า “โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วย.....”

ตัวอย่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำ และยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้”

กรณีที่ 2 เป็นการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเก่าที่เคยมีอยู่แล้ว ในกรณีเช่นนี้ จะมีหลักการออกกฎหมายไว้ต้นพระราชบัญญัตินั้นว่า “โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย......”

ตัวอย่าง พระราชบัญญัติคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2535
“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้”

พระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินกิจการกองทุนซะกาต ให้หลักการไว้ต้นพระราชบัญญัติว่า
“ให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินกิจการกองทุนซะกาต” เป็นการแสดงว่ายังไม่เคยมีกฎหมายว่าด้วยซะกาตมาก่อนเลย ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะกฎหมายว่าด้วยซะกาต บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติธนาคารอิสลาม แห่งประเทศไทย พ.ศ.2545

มาตรา 12 ให้ธนาคารมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจทางการเงินที่ไม่ผูกพันกับดอกเบี้ย และประกอบกิจการอื่นดังต่อไปนี้
(8)จัดการบัญชีซะกาต
มาตรา 3 “บัญชีซะกาต” หมายความว่า บัญชีที่ธนาคารจัดตั้งขึ้น เพื่อบริจาคและรับดำเนินการบริจาค ตามหลักการของศาสนาอิสลาม
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ กับออกกฎกระทรวงและ ประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงและประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

ตาม พ.ร.บ. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 ได้บัญญัติเรื่อง ซะกาต ไว้อย่างชัดเจนคือในมาตรา 12 เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารอิสลาม ที่จะดำเนินการเรื่องซะกาตโดยตรง เพราะระบุไว้ใน วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งธนาคาร ใน (8) ว่า “จัดการบัญชีซะกาต” และในมาตรา 3 ยังได้ให้คำจำกัดความอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 12(8) ที่ว่า จัดการบัญชีซะกาต หมายความว่าบัญชีที่ธนาคารจัดตั้งขึ้น เพื่อบริจาคและรับดำเนินการบริจาคซะกาต ครบถ้วนทุกประการ คือให้มีหน้าที่เก็บภาษีศาสนา จากชาวมุสลิม และมีหน้าที่แจกจ่ายซะกาตให้แก่ชาวมุสลิม 8 ประเภท ตามบทบัญญัติศาสนาอิสลาม
พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามมาตรา 4 ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีอำนาจปฏิบัติการได้ 4 ประการ คือ

1) แต่งตั้งพนักงาน
2) แต่งตั้งเจ้าหน้าที่
3) ออกกฎกระทรวง ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมาย
4) ออกประกาศ เพื่อเป็นระเบียบและข้อปฏิบัติ

อำนาจและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.อิสลาม ตามมาตรา 3 มาตรา 4 และมาตรา 12 มีมากพอที่จะปฏิบัติเรื่องซะกาต ไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.บ. ส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต ออกมาอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นการซ้ำซ้อนและเกิดความขัดแย้งกันเองในเรื่องกฎหมาย 2 ฉบับ เช่น
ใน พ.ร.บ.ธนาคารอิสลาม มาตรา 4 บัญญัติว่า ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศ
แต่ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต มาตรา 4 บัญญัติว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศ

-----------------

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต ต่อไปจะเรียกย่อว่า “พ.ร.บ.ซะกาต”

มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา 9 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต “ประกอบด้วย

1)รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือผู้แทน เป็นประธาน 1 คน
2)อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการหรือผู้แทน 1 คน
3)อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้แทน 1 คน
4)ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ 1 คน
5)ผู้แทนคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย 1 คน
6)ผู้แทนผู้ทรงคุณวุฒิสำนักจุฬาราชมนตรี 1 คน
7)ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย 2 คน
8)ด้านการบริหารการเงิน 2 คน
9)ด้านพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 2 คน
10)ด้านศาสนาอิสลาม 2 คน

เป็นกรรมการ โดยมีเลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง รวม 15 คน
ให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง

วิจารณ์
ทำไมจึงให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มายุ่งเกี่ยวกับพระราชบัญญัติซะกาต เช่นให้เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ ให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศ เป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต เป็นผู้แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ฯลฯ
กิจการซะกาต เป็นศาสนบัญญัติของศาสนาอิสลาม ว่าด้วยการเก็บภาษีศาสนา จากชาวมุสลิม เพื่อสงเคราะห์ชาวมุสลิม 8 ประเภท ถ้าจะพิจารณาว่าเป็นเรื่องศาสนบัญญัติ ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีกรมการศาสนาเป็นหน่วยงานดำเนินงาน หรือจะพิจารณาว่าเป็นเรื่องของการเก็บภาษีศาสนา ก็เป็นเรื่องภาษีอากร เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง
ขอให้ดูพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (เฉพาะ 3 กระทรวง)

มาตรา 10 กระทรวงการคลัง
กระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน การคลังแผ่นดิน การประเมินราคาทรัพย์สิน การบริหารพัสดุภาครัฐ กิจการเกี่ยวกับที่ราชพัสดุ ทรัพย์สินของแผ่นดิน ภาษีอากร การรัษฎากร กิจการหารายได้ที่รัฐมีอำนาจดำเนินการได้แต่ผู้เดียวตามกฎหมาย และไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการอื่น การบริหารหนี้สาธารณะ การบริหารและการพัฒนารัฐวิสาหกิจ และหลักทรัพย์ของรัฐ และราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลัง หรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงการคลัง

มาตรา 16 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาสังคม การสร้างความเป็นธรรม และความเสมอภาคในสังคม การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพและความมั่นคงในชีวิต สถาบันครอบครัว และชุมชน และราชการอื่น ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

มาตรา 36 กระทรวงวัฒนธรรม
กระทรวงวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับศิลปะ ศาสนา และ วัฒนธรรม และราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม หรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม

เมื่อพิจารณาอำนาจหน้าที่ของกระทรวงทั้ง 3 ข้างต้น จะเห็นได้ว่า เรื่อง ซะกาต ซึ่งเป็นศาสนบัญญัติของศาสนาอิสลาม เป็นเรื่องของการเก็บภาษีศาสนา เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งรับผิดชอบศาสนา และเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลัง ซึ่งรับผิดชอบเรื่องภาษีอากร กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับศาสนา ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับการเก็บภาษีอากร จึงไม่มีอำนาจที่จะออกกฎหมายในเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ของตน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องซะกาต ก็มีอยู่แล้ว คือ พ.ร.บ. ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545

-----------------

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม กิจการกองทุนซะกาต
มาตรา 23 ให้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต เรียกโดยย่อว่า “สสกซ.” มีฐานะเป็นนิติบุคคล และมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

(1)ส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือทางด้านการบริหารจัดการ และทางด้านการเงินแก่กองทุนซะกาต
(2)บริหารและจัดการกองทุนให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการ
(3)ตรวจสอบการดำเนินงานของกองทุนซะกาด และประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะผู้บริหารกองทุนซะกาด
(4)พิจารณารับคำขอจัดตั้งกองทุนซะกาต
(5)โฆษณาและประชาสัมพันธ์เพื่อให้มุสลิมได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของซะกาด หน้าที่ในการจ่ายซะกาต หลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายซะกาต รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้จ่ายซะกาตจะพึงได้รับตามพระราชบัญญัตินี้
(6)รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ
(7)ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดตามที่กฎหมายกำหนด หรือตามที่คณะกรรมการมอบหมายในการดำเนินงานตาม (3)(4) ให้รายงานต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา

มาตรา 24 ให้สำนักงานเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายอื่น
มาตรา 25 ให้รัฐมนตรีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงาน
มาตรา 26 ให้สำนักงานมีอำนาจหน้าที่กระทำการต่างๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง

(1) จัดให้ได้มา ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง หรือมีทรัพยสิทธิต่างๆ
(2) ก่อตั้งสิทธิหรือกระทำนิติกรรมใดๆ ทั้งในและนอกราชอาณาจักร
(3) ลงทุนหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสำนักงาน
(4) จัดให้มีทุนเพื่อการศึกษา การค้นคว้า และการวิจัยเพื่อพัฒนา ตลอดจนการฝึกอบรมเกี่ยวกับซะกาต
(5) กระทำการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

วิจารณ์ สถานภาพและอำนาจหน้าที่ของกองทุนซะกาต
สำนักงานส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต หรือเรียกย่อว่า สำนักงานกองทุนซะกาต เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งบทบัญญัติของกฎหมาย คือกฎหมายบัญญัติให้มีกองทุนขึ้น มีสถานภาพเป็น นิติบุคคล ตามมาตรา 23 คือ ถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย มีอำนาจหน้าที่ มีสิทธิเหมือนบุคคลธรรมดา เช่น เป็นคู่สัญญาในการทำนิติกรรม เป็นโจทก์ เป็นจำเลย สามารถมีสิทธิครอบครอง ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินต่างๆ ได้ เป็นหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 24 คือรัฐเป็นเจ้าของ ไม่ใช่หน่วยงานของเอกชน แต่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ตามมาตรา 24
คำว่า “เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ” ก็หมายความว่า เป็นองค์กรอิสระ ไม่ขึ้นอยู่หรือไม่อยู่ในบังคับบัญชาของกระทรวง/ทบวงกรม ใดๆ บริหารงานโดยคณะกรรมการคณะหนึ่ง มีจำนวน 15 คน เรียกว่าคณะกรรมการส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานกรรมการ ตามมาตรา 9

มาตรา 25 ให้รัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการของสำนักงาน

คำว่า รัฐมนตรี ตามมาตรา 25 มีคำนิยามไว้ในมาตรา 3 ว่า “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อย้อนไปดูมาตรา 4 ก็จะพบว่า “ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ไม่ว่าจะเขียนให้ยอกย้อน ซ่อนอำนาจแฝงไว้อย่างไร ก็สรุปได้ว่า กองทุนซะกาต เป็นองค์กรอิสระ บริหารงานโดยคณะกรรมการกองทุน จำนวน 15 คน ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานกรรมการ และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลโดยทั่วไป คนเดียวมีอำนาจเบ็ดเสร็จ (มาตรา 25)
เป็นที่น่าสังเกตว่า คณะกรรมการส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต ซึ่งมีจำนวน15คน ไม่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และอธิบดีกรมการศาสนา เป็นกรรมการด้วยเลย ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับศาสนาโดยตรง และอธิบดีกรมการศาสนา มีหน้าที่ดูแลศาสนาทุกศาสนาที่ทางราชการรับอง แต่ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และอธิบดีกรมการศาสนา ถูกกีดกัน มิให้มีส่วนร่วมเป็นกรรมการกองทุนซะกาต ส่วนอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่งอยู่ในสังกัดของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ไม่มีหน้าที่เกี่ยวกับศาสนาเลย ได้เป็นกรรมการกองทุนซะกาต
อำนาจหน้าที่ของสำนักงานกองทุนซะกาต ตามมาตรา 26 มีมากมายครอบจักรวาล โดยเฉพาะมาตรา 26(5) สามารถกระทำการทุกอย่างเพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในมาตรา 23 รวม 7 ประการ

-----------------

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต
มาตรา 16 ให้จัดตั้งกองทุนหนึ่งเรียกว่า “กองทุนส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต” ประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินตามมาตรา 17 เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับการดำเนินงาน การส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือในการดำเนินกิจการของกองทุนซะกาต โดยมีสำนักงานเป็นผู้บริหารหรือจัดการกองทุนและมีคณะกรรมการเป็นผู้ควบคุมดูแลกองทุน
มาตรา 17 เงินและทรัพย์สินของกองทุนประกอบด้วย

(1)เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้
(2)เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ
(3)เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบหรืออุทิศให้
(4)ผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินตาม (1) (2) และ (3)

มาตรา 18 คณะกรรมการอาจมีมติให้นำเงินกองทุนไปจัดหาผลประโยชน์ได้ตามที่เห็นสมควร โดยต้องไม่ขัดกับบัญญัติศาสนาอิสลาม
มาตรา 19 รายได้หรือผลประโยชน์จากการดำเนินงานหรือการจัดหาผลประโยชน์ให้นำเข้าสมทบกองทุนทั้งหมดโดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง
มาตรา 27 รายได้ของสำนักงานมีดังต่อไปนี้

(1)เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม
(2)เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี
(3)เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น รวมทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ
(4)รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุน ร่วมทุน หรือการใช้ทรัพย์สินของสำนักงาน
(5)เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศหรือบริจาคให้

รายได้ของสำนักงานไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
ในกรณีที่รายได้มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของสำนักงาน และสำนักงานไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้ รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่สำนักงานเท่าจำนวนที่จำเป็น

วิจารณ์ การเงินของกองทุนซะกาต
ศาสนบัญญัติของศาสนาอิสลาม ที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์อัล-กุรอาน มีอยู่ข้อหนึ่งว่าห้ามรับบริจาคซะกาตจากคนต่างศาสนา บทบัญญัติดังกล่าวอยู่ในคัมภีร์อัล-กุรอาน บทที่ 8 วรรค ที่ 17 และมีบทบัญญัติห้ามจ่ายซะกาตให้แก่คนต่างศาสนา โดยบัญญัติว่าบุคคลผู้มีสิทธิรับ ซะกาตได้แก่มุสลิม 8 ประเภท คัมภีร์ อัล-กุรอาน บทที่ 9 วรรคที่ 60 หน้า 872 – 874 ความว่า

“แท้จริงซะกาตนั้น จะถูกจำหน่ายให้ได้แก่ (1) บรรดาผู้อนาถา (ฟะกีร) (2) บรรดาผู้ยากไร้ (มิสกีน) (3) บรรดาเจ้าหน้าที่เก็บซะกาต (อัล อามีน) (4) บรรดาผู้เพิ่งเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งต้องประสานหัวใจไว้ (5) บรรดาทาสที่ปรารถนาจะได้ทรัพย์ไปไถ่ตัวให้เป็นไท (6) บรรดาผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ซึ่งผู้นั้นไม่มีทรัพย์พอที่จะชำระหนี้นั้นๆ ได้ (7) บรรดาผู้ออกทำศึกในวิถีทางศาสนาของอัลเลาะห์ (8) และบรรดาคนพลัดถิ่น คือผู้เดินทางไปยังแดนไกล แล้วไม่สามารถเดินทางกลับบ้านเมืองของคนได้ โดยที่พวกเหล่านั้นทั้ง 8 จำพวก ย่อมได้รับจำหน่ายซะกาต ตามเกณฑ์กำหนดจากอัลเลาะห์ ศาสนาอิสลามไม่อนุญาตให้จ่ายซะกาตแก่บุคคลนอกจาก 8 จำพวกที่กล่าวถึงนี้และผู้มีสิทธิรับซะกาตนั้นต้องเป็นอิสลามิกชน (มุสลิม)”

หลักการรับบริจาคซะกาต และการแจกจ่ายซะกาต ตามศาสนบัญญัติของศาสนาอิสลาม สรุปได้ 3 ประการ คือ

  1. ศาสนาอิสลาม ห้ามรับบริจาคซะกาตจากคนต่างศาสนา
  2. ผู้มีสิทธิได้รับซะกาต ได้แก่มุสลิม 8 จำพวก เท่านั้น
  3. ผู้มีสิทธิรับซะกาตนั้นต้องเป็นนับถือศาสนาอิสลาม คนต่างศาสนาไม่มีสิทธิได้รับซะกาต

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการกองทุนซะกาต ไม่สอดคล้องกับศาสนบัญญัติของศาสนาอิสลาม และไม่เป็นธรรมกับชาวพุทธ หลายมาตรา ดังจะวิเคราะห์ต่อไปนี้

จากสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อวันกลางปี พ.ศ.2549 ประเทศไทยมีประชากร
65,233,000 คน
เป็นชาวพุทธ 94.8 % เท่ากับ 61.84 ล้านคน
เป็นมุสลิม 4.5 % เท่ากับ 2.93 ล้านคน
ดังนั้น การนำเอาภาษีอากรที่เก็บจากชาวพุทธ 61 ล้านคน ไปเป็นกองทุนซะกาต เพื่อสงเคราะห์ชาวมุสลิม เพียง 2 ล้านเศษ จึงไม่เป็นธรรมต่อชาวพุทธ และขัดต่อหลักศาสนาอิสลามที่ห้ามรับเงินซะกาต จากคนต่างศาสนา ด้วย

-----------------

มาตรา 17 เงินและทรัพย์สินของกองทุนประกอบด้วย
(1)เงินที่รัฐบาลจัดสรรให้

วิจารณ์
เงินที่รัฐบาลจะจัดสรรให้กองทุนซะกาตเป็นเงินที่เก็บจากราษฎรทั้งประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธมากกว่า 61 ล้านคน แล้วนำไปสงเคราะห์ชาวมุสลิมไม่ถึง 3 ล้านคน จึงไม่เป็นธรรมต่อชาวพุทธ เพราะชาวพุทธไม่ได้รับผลประโยชน์จากกองทุนซะกาต เลยแม้แต่คนเดียว การจัดตั้งกองทุนซะกาต ควรเก็บจากชาวมุสลิมโดยเฉพาะเท่านั้น เพราะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากกองทุนซะกาต

มาตรา 27 รายได้ของสำนักงานมีดังต่อไปนี้

(1)เงินที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นทุนประเดิม
(2)เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี
(3)ในกรณีที่รายได้มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงานของสำนักงาน และสำนักงานไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้ รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่สำนักงานเท่าจำนวนที่จำเป็น

วิจารณ์
รัฐบาลไม่สมควรจัดสรรเงินงบประมาณให้แก่กองทุนซะกาต เหตุผลที่ว่าไม่สมควรจัดสรรเงินงบประมาณของแผ่นดินให้แก่กองทุนซะกาต เพราะฝ่าฝืนบทบัญญัติของศาสนาอิสลามที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์อัล-กุรอาน ว่า “ห้ามรับบริจาคซะกาต จากคนต่างศาสนา”
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินให้เป็นทุนประเดิมตามมาตรา 27(1) และไม่จำเป็นต้องจัดสรรเงินอุดหนุน ให้แก่สำนักงานกองทุนซะกาตเป็นรายปี เหตุผลที่ว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเป็นทุนประเดิม เพราะกองทุนซะกาต เป็นองค์กรอิสระ มีอำนาจหน้าที่เก็บซะกาต คือภาษีศาสนา หรือจะเรียกให้น่าฟังหน่อยว่า “ทานบังคับ” โดยอาศัย ศาสนบัญญัติที่บังคับว่ามุสลิมทุกคนต้องจ่ายซะกาตอาหารและซะกาตทรัพย์สินทุกรอบปีในเดือน รอมะดอน (เดือนที่ชาวมุสลิมถือศีลอด) กองทุนซะกาตมีแต่รายรับอย่างเดียว ที่ทุกคนต้องจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาหารที่ได้รับบริจาคและซะกาตที่เก็บจากทรัพย์สินมีมูลค่ามหาศาล กองทุนนำเอามาจัดการแจกจ่ายให้แก่มุสลิม 8 ประเภท การแจกจ่ายก็ต้องแจกจ่ายภายในวงเงินที่มี ฉะนั้นกองทุนซะกาตจึงไม่มีทางขาดทุน
กองทุนซะกาตไม่จำเป็นต้องมีทุนประเดิม คือทุนเมื่อเริ่มต้น เมื่อยังไม่มีกองทุนหรือเพิ่งตั้งกองทุนใหม่ๆ ยังไม่มีเงิน ก็ไม่ต้องแจกจ่ายซะกาต ต่อเมื่อมีเงินแล้วจึงค่อยจ่าย กรณีทุนประเดิมนี้ต่างจากกรณีธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่มีวัตถุประสงค์รับฝากและให้กู้ยืมแก่ชาวมุสลิม เมื่อแรกตั้งธนาคารยังไม่มีเงินทุน รัฐบาลจึงต้องจ่ายเงินเป็นทุนประเดิมให้เป็นเงินหนึ่งพันล้านบาท โดยใช้วิธีให้ธนาคารอิสลามขายหุ้นของธนาคารให้แก่กระทรวงการคลัง แต่กองทุนซะกาต ไม่จำเป็นต้องมีเงินประเดิม

-----------------

มาตรา 27 รายได้ของสำนักงาน มีดังต่อไปนี้
(3) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชน หรือองค์กรอื่น รวมทั้งจากต่างประเทศหรือ องค์การระหว่างประเทศ

วิจารณ์
มาตรานี้เป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างยิ่ง เพราะเปิดช่องให้ต่างประเทศ แทรกแซงเศรษฐกิจ และทำลายความมั่นคงของประเทศได้โดยง่ายดาย รัฐควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศมุสลิมที่มีเศรษฐกิจดี เช่น ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ทางตะวันออกกลาง ประเทศเหล่านี้มีบ่อน้ำมัน มีโรงงานกลั่นน้ำมัน ซึ่งแต่ละปีมีรายได้มหาศาล บริษัทที่เป็นเจ้าของกิจการน้ำมันเหล่านี้มีภาระจะต้องจ่ายซะกาตทุกรอบปีในอัตรา 2.5 % ของทรัพย์สิน ถ้าบริษัทเหล่านี้ส่งเงินมาเข้ากองทุนซะกาต ปีละหลายหมื่นล้านบาท กองทุนซะกาตอาจจะมีทรัพย์สินมากกว่ากระทรวงการคลัง เงินเหล่านี้เอามาใช้ในกิจการของศาสนาอิสลามให้แก่มุสลิมผู้มีสิทธิรับซะกาตประเภทที่ 7 คือใช้ในแนวทางของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งประเภทนี้ตีความได้กว้างขวางมาก คือใช้ในการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม ทำศึกสงครามเพื่อปกป้องศาสนา อาจจะนำเงินไปกว้านซื้อที่ดินทั่วประเทศ เพื่อจัดสรรให้คนมุสลิมอยู่อาศัยทำกิน ทำสวนยางพาราทางภาคตะวันออก และภาคอีสาน อพยพคนมุสลิม จากสี่จังหวัดภาคใต้ไปอยู่ในที่ดินจัดสรรที่กองทุนซื้อไว้ให้ จัดตั้งมัสยิดขึ้นในทุกจังหวัดที่มีมุสลิมจำนวน 40 คนขึ้นไป ตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 มาตรา 23 ซึ่งบัญญัติว่า "จังหวัดใดมีราษฎรนับถือศาสนาอิสลาม และมีมัสยิดไม่น้อยกว่า 3 มัสยิด ให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ประกาศให้จังหวัดนั้นมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดคณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 30 คน"

มาตรา 26 ในจังหวัดที่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1)ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ฯลฯ

ปัจจุบันได้มีการอพยพคนมุสลิมไปอยู่ตามจังหวัดต่างๆ และจัดตั้งมัสยิดอย่างมากมาย เช่น จังหวัดหนองคาย อุดรธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ สกลนคร ฯลฯ

-----------------

มาตรา 27 รายได้ของสำนักงาน มีดังต่อไปนี้

(2)เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศ หรือบริจาคให้

ในกรณีที่รายได้มีจำนวนไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงาน และสำนักงานไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้ รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่สำนักงานเท่าจำนวนที่จำเป็น

วิจารณ์
ตามมาตรานี้แสดงว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงานซะกาต ใช้เงินงบประมาณของแผ่นดิน เช่น ค่าเช่าสำนักงาน ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ ฯลฯ รายจ่ายของสำนักงานซะกาต ต้องจ่ายจากเงินซะกาต ตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลามที่ให้จ่ายซะกาตแก่มุสลิม 8 ประเภท อัลกุรอานบัญญัติไว้ชัดเจนว่าบุคคลประเภทที่ 3 คือผู้รวบรวมและจ่ายซะกาต ได้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้เก็บรวบรวมซะกาต มีสิทธิได้รับซะกาต การที่จะให้รัฐจ่ายเงินเดือนค่าจ้างให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักงานซะกาต จึงไม่ถูกต้อง เป็นการเอาเงินภาษีอากรของชาวพุทธไปใช้ในกิจการซะกาต
อีกประการหนึ่ง การออกกฎหมายบีบบังคับให้รัฐต้องจ่ายเงิน ให้แก่สำนักงานกองทุนซะกาต เป็นการสร้างภาระจำยอมให้แก่รัฐ โดยไม่จำกัดจำนวนเงินที่แน่นอน โดยใช้คำบังคับว่า “รัฐพึงจ่ายเงินให้แก่สำนักงานเท่าจำนวนที่จำเป็น” การที่สำนักงานจ่ายเงินกองทุนเกินไปจนไม่พอจ่าย ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล แต่เป็นความผิดของกองทุนเองที่ใช้เงินเกินรายรับ

ที่มา : ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย