ทายาทสาวสวยแห่งเครืออมรินทร์ “ระริน อุทกะพันธุ์” ในวัย 30 ต้นๆ กับตำแหน่ง ซีอีโอสายธุรกิจสำนักพิมพ์ เป็นรองก็แต่คุณแม่ “เมตตา อุทกะพันธุ์” เท่านั้น ภาระอันหนักอึ้งเกินวัยของเธอ มันน่าจะทำให้เครียดได้ไม่น้อย แต่เธอก็มีวิธีจัดการกับอารมณ์และความเครียดได้อย่างน่าสนใจ …บ่อยครั้งเธอเลือกที่จะทิ้งธุรกิจพันล้าน ตัดขาดกับทุกสิ่งทุกอย่าง เข้าหาทางสงบในวัดเป็นเวลานับสัปดาห์
นับตั้งแต่ “ระริน อุทกะพันธุ์” เรียนจบ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคณะและมหาวิทยาลัยเดียวกับคุณพ่อ “ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์” ผู้ก่อตั้งธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และจัดจำหน่ายหนังสือเครืออัมรินทร์อันยิ่ง ใหญ่ในปัจจุบัน เส้นทางของลูกสาวคนโตคนนี้ เหมือนกับถูกกำหนดมาตั้งแต่ต้น ให้เป็นหลักในการสานต่อธุรกิจของครอบครัว
ในด้านธุรกิจ ระริน ใช้เวลาบ่มเพาะประสบการณ์ร่วม 10 ปี ก่อนที่เธอจะก้าวขึ้นเป็นนักบริหารมืออาชีพอย่างเต็มตัว กับตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการหรือซีอีโอสายธุรกิจสำนักพิมพ์ ในเครืออมรินทร์ ผลิตหนังสือเล่มและนิตยสารชื่อดังหลายสิบเล่ม อาทิ บ้านและสวน, สุดสัปดาห์, ชีวจิต, WE และ Health & Cuisine ฯลฯ
กับอาณาจักรธุรกิจที่สร้างรายได้รวมมากกว่าปีละ 1,700 ล้านบาท หลายคนคงหลับตานึกภาพได้ว่า ผู้บริหารคนหนึ่งจะต้องทำงานหนักและในแต่ละวินาทีมีค่าเป็นเงินเป็นทองมาก มายขนาดไหน แต่ ระริน กลับบอก ผู้จัดการ Lite ว่าเธอขโมยเวลางานบ่อยครั้ง เพื่อหาโอกาสเข้าวัดและปฏิบัติธรรมนานนับสัปดาห์ โดยตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
จุดเริ่มต้นที่ซีอีโอคนนี้ ต้องเข้าวัดปฏิบัติธรรมเป็นกิจวัตรด้วยความมุ่งมั่นเสมอมา ต้องย้อนกลับไปหลังจากที่ครอบครัวอุทกะพันธุ์ได้สูญเสียผู้นำครอบครัวและ ผู้นำสูงสุดขององค์กรช่วงปลายปี 2545 จากนั้น “ดนัย จันทร์เจ้าฉาย” กัลยาณมิตรทางธรรม ได้ชักชวน “เมตตา อุทกะพันธุ์” เข้าวัดปฏิบัติธรรม
“ตอนนั้นเป็นช่วงที่เสียคุณพ่อไปได้สักพักหนึ่ง แล้วก็คุณดนัยนี่แหละคะเป็นคนชวนคุณแม่ไปปฏิบัติ ตอนนั้นเราก็คิดว่าเราไปเป็นเพื่อนคุณแม่ ยังไม่รู้เลยว่าไปปฏิบัติธรรมไปทำอะไร ก็คิดว่าอย่างไรก็ไปเป็นเพื่อนคุณแม่ ดูแลคุณแม่”
ด้วยความที่เป็นคนเปิดใจรับฟัง จึงไม่ยอมปิดประตูในทันทีทันใดต่อแนวคิดใหม่ ๆ ที่ผ่านเข้ามา ก่อนที่จะเข้าปฏิบัติธรรมครั้งแรก ระริน ได้อ่านหนังสือ วิถีแห่งความรู้แจ้ง ของพระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช หนังสือที่เสมือนจุดประกายความสนใจต่อคุณค่าที่แฝงอยู่ในหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา
“หนังสือเล่มบางๆ นิดเดียวแต่ตอนนั้นจำได้ว่าอ่านจบแล้วรู้สึก ต้องบอกว่ารู้สึกทึ่ง เหมือนโดนตบหน้าว่า เฮ้ย คือในนั้นนี่ พูดง่ายๆ ว่า เวลาทุกข์สิ่งที่ต้องทำคือรู้ รู้เฉยๆ ว่าทุกข์ ไม่ได้รู้ว่าเป็นอะไร ไม่ต้องรู้สาเหตุ ไม่ใช่ รู้เฉยๆ คำถามแรกคือ เฮ้ยแล้วไอ้ที่เรียนมา ตั้งแต่เรียนมาตั้งแต่เด็กจนจบปริญญาโท เรารู้อะไรบ้าง”
การปฏิบัติธรรมของ ระริน ก็เหมือนๆ กับคนอื่นๆ ถือศีล 8 ฝึกวิปัสสนา สวดมนต์ นั่งสมาธิ ฟังธรรม ปิดใจปิดเครื่องมือที่ใช้ติดต่อสื่อสารกับภายนอก และปิดวาจา ยิ่งได้ฟังหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา คำสอนที่เป็นเหตุเป็นผลของพระพุทธเจ้า ความรู้สึกทึ่งปนความกระหายใคร่เรียนรู้ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
“พอมานั่งฟังพระอาจารย์สอนแล้วก็ปฏิบัติ เริ่มฝึกว่าวิธีรู้อย่างนั้นแล้วเป็นอย่างไร ต้องบอกว่ามันเป็นความอัศจรรย์ ไม่ว่าเราจะเกิดทุกข์หรือสุข อารมณ์ใดๆ ก็ตาม ที่มันเกิดขึ้น ถ้าเราทันความรู้สึกเหล่านั้น เราจะเห็นว่ามันหมดไปแล้ว”
ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติธรรม จากความหวังเพียงแค่ได้เข้าปฏิบัติธรรมเป็นเพื่อนคุณแม่ แต่วันนี้เธอกล้าบอกว่า ถ้าชีวิตต้องการเรียนรู้อะไรต้องบอกว่าเรื่องของการปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่น่าจะเรียนรู้ที่สุดในชีวิตนี้แล้ว
“การปฏิบัติธรรมพูดง่าย ๆ ก็คือการมาฝึกสติ การที่เราฝึกสติมันทำให้เรารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในจิตใจเราเร็วขึ้น พอเรารับรู้เร็วขึ้น เราก็ไม่จมอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเป็นเวลานาน ๆ ความโมโห ฉุนเฉียว อารมณ์เสีย ความทุกข์ใจหรือเครียด ช่วงเวลาแย่ ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่มันหายไปเลยเพราะว่าเรายังไม่บรรลุหรืออะไร เพียงแต่ว่า มันก็จะสั้นลง พอสั้นลง ไอ้ความเครียดความทุกข์ใจมันไม่สั่งสม”
สิ่งที่ทำให้ ระริน คิดว่า การปฏิบัติธรรมคือสิ่งที่ใช่ ก็เนื่องจากการปฏิบัติตนต่อคนรอบตัวดีขึ้น เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่สังเกตเห็นได้ ในแง่ของการบริหารงาน เธอ ก็ได้นำไปใช้ได้อย่างลงตัว ถ้าในช่วงอารมณ์กำลังโกรธหรือมีความเครียดเกิดขึ้น ก็พยายามที่จะไม่ตัดสินใจอะไรตอนนั้น ถอยออกมา รอให้จิตสงบสักนิดแล้วค่อยพิจารณาตัดสินใจ
“ถ้าในช่วงที่ว่าอารมณ์กำลังขึ้น ก็พยายามที่จะอย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรตอนนั้น ถอยออกมาก่อน รอให้มันสงบสักนิดแล้วก็ค่อยพิจารณาตัดสินใจ เวลาเราอารมณ์ไม่ดี บางทีคุณแม่ก็จะเตือน ว่า ดูใจ ๆ ก็จะเตือนกัน บางทีเห็นเราหงุดหงิด บางทีมันต้องมีคนช่วยเตือนสติเหมือนกัน หลังจากนั้นมันก็จะดีขึ้น”
ไม่เพียงเท่านี้ ระริน ยังนำเอาวิธีปฏิบัติไปประยุกต์ใช้ในทุกๆ ขณะของชีวิต เธอ บอกว่า การปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายความว่าจะต้องนุ่งขาวห่มขาว นั่งพับเพียบ หลับตา สมาธิ หรือเดินจงกรม เป็นแค่กุศโลบาย แต่ว่า การฝึกจิตควรทำทุกขณะที่เราตื่น ฝึกสติได้ตลอดเวลา
“ทุกวันนี้แพรก็เอากลับไปใช้ต้องเรียกว่าขโมยเวลาที่อยู่กับตัวเอง ไม่ว่าเวลาไหนที่อยู่กับตัวเองก็เอาเวลานั้นเป็นโอกาสที่เราจะฝึกสติ แปรงฟัน อาบน้ำ เข้าห้องน้ำ สวดมนต์ก่อนนอน นั่งสมาธิ พอเวลาที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนบางทีเราก็ไหลแล้ว แต่ถ้าเราฝึกให้มันอยู่ในชีวิตประจำวันแม้ว่ามันไม่ถี่นัก แต่มันก็จะสั่งสมไปเรื่อยๆ เหมือนก้าวไปทีละก้าว”
ภายหลังผู้บริหารได้เห็นถึงประโยชน์ของกิจกรรมการปฏิบัติธรรม เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เครืออมรินทร์ จึงกำหนดเป็นนโยบายบริษัท โดยชักชวนให้พนักงานได้มีโอกาสเข้ามาปฏิบัติธรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละคน เริ่มจากชวนให้ผู้บริหารมาปฏิบัติก่อน ส่วนพนักงานของบริษัทก็มีนโยบายสนับสนุนให้พนักงานมาปฏิบัติอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการลา ไม่นับเป็นวันลาหยุด แล้วแต่ว่าใครจะสมัครใจ
พนักงานในเครืออมรินทร์ มีประมาณ 2,000 คน ปีแรกๆ ที่ดำเนินการมีพนักงานที่สนใจน้อยมาก เพราะบริษัทไม่ได้บังคับ แต่บริษัทก็ค่อยๆ จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ในทุก ๆ เดือนอย่างน้อย เดือนละ 1-2 ครั้ง ทางบริษัทจะเชิญ พระอาจารย์หลายๆ ท่าน มาเสวนาธรรมที่บริษัท รวมทั้งจัดอบรมและจัดคอร์สปฏิบัติธรรมประจำปี ซึ่งตอนนี้บริษัทวางแผนว่าจะจัดไม่ต่ำกว่าปีละ 3 ครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันปฏิบัติธรรม
สุดท้ายต้องบอกว่า ณ เวลานี้การปฏิบัติธรรมเป็นอะไรที่ผู้บริหารสาวคนนี้ขาดไม่ได้เสียแล้ว เพราะการใช้ชีวิตในแต่ละวันโอกาสที่กระแสชีวิตจะพัดพาไปกับสิ่งต่าง ๆ เป็นเรื่องง่ายมาก เธอจึงตั้งใจกับตัวเองไว้ว่า อย่างน้อยปีละหนเธอจะต้องหาโอกาสเข้าคอร์สใหญ่สักครั้ง เป็นเหมือนกับมาชาร์จแบต ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ก็เหมือนกับมา Clean-up เครื่อง
“ต้องบอกว่า การมาเข้าคอร์สมันเหมือนมาฝึกว่ายน้ำในสระว่ายน้ำ ไม่ใช่ว่าแค่นั้นแล้วจบ เราฝึกว่ายน้ำในสระเพื่อที่เราจะไปว่ายในทะเลแล้วเราว่ายเป็น เพราะฉะนั้น การมาฝึกในที่นี้มันเหมือนกับการมาฝึกซ้อมใหญ่ ซึ่งเราก็ตั้งไว้ว่าปีละหน”
๑. ขออนุโมทนากับคุณ ระริน อุทกพันธ์ ทายาทสำนักพิมพ์อมรินทร์ ที่ได้รับความสำเร็จในการเข้าถึงธรรม อาจเรียกได้ว่าประเทศไทยได้"บัวบาน" อีกดอกหนึ่งแล้ว ท่ามกลางวิกฤตสังคมไทย ที่มีสภาพไร้ทิศทาง หรือเรือขาดหางเสือ หรือรถขาดพวงมาลัย ก็ว่าได้
๒. ประเทศไทยปัจจุบันมีพระพุทธศาสนา ก็เหมือนกับไม่มี เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญน้อยมากๆ เห็นแต่พระสงฆ์ ที่อยู่ในพระธรรมวินัย เท่านั้น ที่ออกมาเรียกร้องให้คนไทยเข้าหาศาสนา
๓. เป็นเพราะพระไตรปิฎกไม่ศักดิ์สิทธิ์หรือไร จึงทำให้คนส่วนหนึ่งยอมรับ และคนอีกส่วนหนึ่งยอมรับเป็นบางส่วน
๔. ถ้ามองพุทธศาสนาในแง่เหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์ พระพุทธเจ้าเปรียบดังนักจิตศาสตร์เอกของโลกผู้หนึ่ง มิได้มีความวิเศษวิโส แต่ประการใด การตรัสรู้ของพระพุทธองค์ เป็นวิชชาสาธารณะ ที่ใครเข้าใจ เข้าถึง สามารถพัฒนาใช้กับชีวิตประจำวันได้ อย่างมีความสุข(กว่า) และถ้าบุคคลผู้เข้าถึงนั้นๆ เป็นผู้นำ ตั้งแต่ครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล ชุมชน สังคม ชาติ ศาสนา เมื่อใด สังคมนั้น ประเทศนั้น ย่อมมีแต่ ปกติสุขด้วยศีล สงบสุขด้วยสมาธิ และบรมสุขด้วยปัญญา ทีเดียว
๕. พระพุทธศาสนาจำเป็นต้องเป็นศาสนา เพราะ ขบวนการเข้าถึงของพระพุทธองค์ จำเป็นต้องเริ่มต้น ด้วยการปฏิบัติ กาย-วาจา ให้สะอาดเสียก่อน ด้วย ทาน และศีล เมื่อกาย-วาจา สะอาดเป็นปกติแล้ว จึงจะรับ วิชชา(สมาธิ และปัญญาหรือวิปัสสนา) ที่จะทำให้"ความเห็นแก่ตัว" ลดลง
๖. เห็นอัตตา รู้จักอัตตา เห็นทุกข์ที่เกิดจากการยึดอัตตา รู้ว่าอนัตตา คือทางออกของความพ้นทุกข์ มิใช่พ้นทุกข์อย่างเดียว แต่ยังมีหนทางไปสู่ความสุขด้วย ตั้งแต่ ปกติสุข สงบสุข จนถึงบรมสุข นั่นเทียว การจะเข้าถึงอนัตตาได้ จำเป็นต้องยอมรับการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ ยอมรับว่า "สัพเพธัมมาอนัตตา" ว่าด้วยสรรพสิ่งทั้งปวงในโลก ไม่ว่า คน สัตว์ พืช สิ่งของทั้งมีชีวิต และไม่มีชีวิต ต่างประกอบด้วยเหตุปัจจัยต่างๆกัน ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดถาวรคงที่แน่นอนตายตัว สรรพสิ่งทั้งปวง จึงได้ชื่อว่า อนัตตา เมื่อย่อให้ใกล้ตัวเข้ามา รูปนามขันธ์๕ ที่ปรากฎ เป็นตัวเราทุกคนนี้ ย่อมตกอยู่ในกฎธรรมชาติที่เรียกว่า "ไตรลักษณ์" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
๗. ร่างกายของตัวเรา ได้ชื่อว่า อนัตตา เพราะประกอบด้วย ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ ร่างกายของเราจะต้องประสบกับ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ซึ่งหนีไม่พ้นสักคน นี้ก็เป็นทุกข์ประเภทหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงเรียกว่า"ทุกข์ประจำ หรือ สภาวทุกข์
๘. ส่วนจิตใจของเรา ก็ได้ชื่อว่าเป็น อนัตตา เหมือนกัน เพราะประกอบด้วยธาตุที่เป็นนามธรรมหลักๆ ๔ ธาตุด้วยกันคือ ธาตุเวทนา(การเสวยอารมณ์ทุกข์ สุข ไม่ทุกข์ไม่สุข(อารมณ์ที่สามารถทนได้เป็นปกติซึ่งในแต่ละคนความอดทนตัวนี้ จะไม่เท่ากัน) ธาตุสัญญา(ความจำได้หมายรู้) ธาตุสังขาร(ความคิดปรุง ความคิดแต่ง มาจากเจตสิก๕๒ ตัว แยกเป็นสัญญา ตัวหนึ่ง กับ เวทนา อีกตัวหนึ่ง ฉนั้นในธาตุสังขาร จึงประกอบด้วยเจตสิกที่เหลืออีก๕๐ ตัว) และธาตุวิญญาณ(ตัวรู้) ทุกข์ที่เกิดจากใจ เรียกว่าทุกข์จร หรือปกิณณกทุกข์ ประกอบด้วยความปรารถนาสิ่งใดไม่สมหวัง๑ ประสบสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่ชอบใจ๑ และความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก๑
๙. ทุกข์ทางกายแก้ไขด้วยวิธีการแพทย์ ได้แก่ความเกิด ความแก่ และความเจ็บป่วย ส่วนความตายวิธีใดก็แก้ไม่ได้ อย่างดีแค่ชลอความตายให้ช้าลงเท่านั้น ส่วนทุกข์ทางใจ พระพุทธองค์ทรงค้นพบ"อริยสัจจ์๔" ว่าทุกข์ทางใจเกิดแต่"กิเลส"(โลภะ โทสะ โมหะ) กิเลสเกิดจาก"ตัณหา"(ความอยากทั้ง๓) การศึกษาธรรมะ และการปฏิบัติธรรม จะทำให้เราอ่านตัวออก บอกตัวได้ ใช้ตัวเป็น เห็นตัวตาย ว่าตัณหาระดับใดที่ทำแล้ว มีทุกข์น้อยที่สุดที่เราพอรับได้ ตัณหาระดับใดถ้าเกินกำลังเราแล้วจะทุกข์มากขึ้น
๑๐. ฉนั้นการดับทุกข์ของพระพุทธองค์ จึงแบ่งได้ ๒ ระดับคือ ระดับฆารวาส หรือคฤหัสถ์ ผู้มีศีล๕ เป็นอารมณ์ และระดับบรรพชิตหรือพระภิกษุ ผู้มีศีล ๒๒๗ เป็นอารมณ์
๑๑. ระดับฆารวาส(ผู้ถือศีล๕) สามารถพัฒนาจิตวิญญาณ ถึงอริยบุคคล ๒ ขั้นแรก คือ โสดาบันบุคคล กับสกทาคามีบุคคล โสดาบันบุคคล ละสังโยชน์๓ คือ สักกายทิฎฐิ(แยกรูปแยกนามว่ามิใช่หนึ่งเดียว) วิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัยการตรัสรู้ของพระพุทธองค์) และสีลลัพพตปรามาส( ความสุดโต่งในวัตรปฏิบัติที่ตนเองยึดถือ ใครไม่เห็นตรงกับตนเอง เป็นผิดหมด เช่นสุดโต่งในพระพุทธเจ้า สุดโต่งในพระไตรปิฎก สุดโต่งในพระอภิธรรม และสุดโต่งในศีลเป็นต้น) ผลของการละสังโยชน์ ๓ ข้อได้ ก็คือการบรรเทา ราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง จิตวิญญาณที่พัฒนาถึงระดับนี้เรียก สกทาคามีบุคคล อยู่ในโลกุตตรภูมิ(เหนือโลก)แล้ว อริยบุคคลที่พัฒนาจิตวิญญาณถึงระดับนี้แหละ ที่ประเทศไทยต้องการที่สุด เพื่อเป็นผู้นำในทุกองค์กรบริหารจัดการทั้งหลาย
๑๒. ระดับพระภิกษุในธรรมวินัย สามารถพัฒนาจิตวิญญาณสูงกว่าฆารวาส อย่างเป็นรูปธรรมที่เห็นชัดเจน คือ กามราคะ(ไม่ยึดติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) พระวินัยกำหนดข้อห้าม-ข้อปฏิบัติไว้ละเอียดยิบสำหรับภิกษุสงฆ์ในธรรมวินัย เมื่อกามราคะไม่เกิด ปฏิฆะ หรือความผูกโกรธ ลึกๆ ก็อยู่ไม่ได้ พระอนาคามีบุคคลจึงปรากฎเป็นรูปธรรมในพระภิกษุ มากกว่าฆารวาส พระภิกษุที่ผ่านขั้นตอนพระอนาคามีบุคคลได้แล้ว โอกาสที่จะพัฒนา เป็นพระอรหันต์ เพียงละสังโยชน์อีก ๕ ข้อ คือ รูปราคะ(ความติดยินดีในรูปธรรม) อรูปราคะ(ความติดยินดีในนามธรรม) อุทธัจจะ(ความฟุ้งซ่าน) มานะ(ความหยิ่ง ความอวดตัว) และอวิชชา(ความโง่ มืด บอด หลง กลัว) ละหมดแล้ว ปัญญา(ความฉลาด ความสว่าง ความกล้าหาญ) จะแทนที่อวิชชา พระอรหันต์ผู้ละแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวง ย่อมดำรงซึ่ง พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระกรุณาคุณ ให้กับพระพุทธศาสนา และโลกอย่างไม่มีประมาณ พระพุทธศาสนาจะดำรงยั่งยืนนาน ตราบที่ยังมีพระอรหันต์ อยู่ตราบนั้น
๑๓. ถ้า"อริยสัจจ์๔" เป็นพียงวิชาหนึ่ง ใครใคร่เรียนๆ ใครใคร่ศึกษาๆ ผลที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ปฏิบัติเอง ผลประโยชน์ทางสังคมจะไม่ได้ ถ้าผู้นำทางสังคมนั้นๆ ไม่สนใจ ฉนั้นประโยชน์พระพุทธศาสนาจะเกิดกับประเทศไทยต่อเมื่อรัฐบาลเอาใจใส่มากกว่านี้
๑๔. คนเราจะพ้นทุกข์ได้ ต้องรู้จักทุกข์ ฉันใด คนเราจะรู้จักอนัตตาได้ ก็ต้องรู้จักอัตตา เสียก่อนฉันนั้น นั่นก็คือ คนเราจะ"ไม่มีความเห็นแก่ตัว"ได้ ก็ต้องรู้จัก "ความเห็นแก่ตัว" ของตัวเองให้ได้ก่อนนั่นเอง วิธีการนั้น เราจะต้องมีความเพียร(สัมมาวายามะ) และมีความอดทน ตามกำลังของผู้ปฏิบัติ
๑๕. นี้คือคำตอบว่า พระพุทธศาสนาให้อะไรกับเรา พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เพื่อประโยชน์ชาวโลก หรือเพื่อการหลุดพ้นเอาตัวรอดเป็นคนๆไป ถ้าผู้มีปัญญาตีความหมายคำว่า"นิพพาน"ให้ถูก พระพุทธศาสนาจะคงอยู่คู่ประเทศไทย-คู่โลก ตราบชั่วฟ้าดินสลาย ไม่ต้องวิตกว่าใครจะมารุกรานโจมตี ดังเช่นที่ผ่านมาในอดีต
๑๖. โลกใบนี้ต้องการบุคคลที่ได้รับการพัฒนาจิตวิญญาณ ที่เข้าถึง"ความไม่เห็นแก่ตัว" มาบริหารจัดการโลก ฉนั้นพระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาเดียว ที่สามารถพัฒนาจิตวิญญาณคน ให้พ้นจากอบายภูมิ ตั้งแต่วิญญาณสัตว์นรก เปรต อสูรกาย และเดรัจฉาน ให้เป็นจิตวิญญาณของ มนุษย์ เทวดา พรหม และพระอริยบุคคล(ตั้งแต่ระดับฆารวาสบุคคลคือโสดาบัน-สกทาคามีบุคคล ถึงบรรพชิตบุคคล คือพระอนาคามี ถึงพระอรหันต์บุคคล) ซึ่งระดับอริยบุคคลชั้นต้นเท่านั้น ที่จะใช้"ความไม่เห็นแก่ตัว" มาพัฒนาสังคม และโลกได้ โดยไม่ขัดกันกับความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี เพราะเหนือโลกทางวิทยาศาสตร์คือ อวกาศ-สูญญากาศ แต่เหนือโลกหรือโลกุตตรภูมิในพระพุทธศาสนาก็คือ"อนัตตา-สูญญตา"ที่ค้นพบได้ในจิตวิญญาณของแต่ละคนนั่นเอง
๑๗. ความว่างหรือภาวะไร้การยึดตรึงจากกิเลสตัณหาใดๆในโลก เป็นภาวะ"นิพพาน" ของผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม ซึ่งเป็นโลกุตตรภูมิ ที่รู้ได้ เข้าใจได้ เข้าถึงได้ และพัฒนาได้ ถ้าผู้นั้นปรารภความเพียร และมีความอดทน ที่จะเข้าถึง ภาวะนั้นๆ และยากสำหรับผู้ที่มีความเพียร และความอดทนหย่อนยาน
แสดงความคิดเห็น