ที่ดินของวัด

แน่ล่ะ!  ที่ดินของวัดย่อมมิใช่ที่ดินของใครคนใดคนหนึ่ง  แม้กระทั่งเจ้าอาวาสวัด ก็ไม่ใช้เจ้าของที่ดินที่วัดตั้งอยู่   หากแต่ว่าวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล และเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป

ท่านจึงมีอำนาจหน้าที่ ดูแลรักษาที่ดินของวัดเท่านั้น   ส่วนที่ดินที่เจ้าอาวาสได้มาโดยส่วนตัว  เช่นพินัยกรรมยกให้ท่าน (มิใช่ยกถวายวัด)  ท่านซื้อด้วยเงินส่วนตัว  ที่ดินนั้นย่อมไม่ใช่ที่ดินของวัด

ตามกฎหมายสงฆ์  ที่ดินของวัดมี 2 ชนิด ได้แก่ 1) ที่วัดคือที่ดินที่วัดนั้นตั้งอยู่ และ 2) ที่ธรณีสงฆ์ คือ ที่ดินซึ่งเป็นสมบัติของวัด ที่ดินนี้อาจจะอยู่ติดต่อกับที่วัดหรืออยู่ห่างไกลจากวัด ทั้งที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ไม่มีใครสามารถซื้อขายได้

ถึงตรงนี้  ก็จะมีคำถามขึ้นว่า  ถ้าจำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดกับที่ดินของวัด  จะกระทำได้หรือไม่ อย่างไร

คำตอบ ก็คือ ที่ดินของวัดเป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี  บุคคลใดจะยกอายุความขึ้นต่อสู้ก็มิได้ เว้นเสียแต่ว่า

ประการแรก  ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของวัด  ขอโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคม   แต่จะใช้ที่ดินวัดฟรี ก็ไม่ได้  เพราะว่าหากเจ้าอาวาสรูปใดให้ใครใช้ที่วัดฟรีๆ ท่านก็ผิดวินัยสงฆ์   ในกรณีของส่วนราชการจึงต้องมีการจ่ายค่าทดแทน เรียกว่า ค่าผาติกรรม

การผาติกรรมที่ดินของวัด คือ การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินวัด ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ ให้แก่ส่วนราชการซึ่งจำเป็นต้องใช้ที่ดินวัด  เช่น ตัดถนนทางหลวงวัด สร้างคลองชลประทาน เขื่อน ฯลฯ   โดยการผาติกรรมดังกล่าว ต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวัด หรือที่ธรณีสงฆ์ให้แก่หน่วยราชการนั้นๆ  หรือมีพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์  ค่าทดแทนที่จ่ายแก่วัด เรียกว่า เงินค่าผาติกรรม

ประการที่สอง  เอกชนมีที่ดินของตนอยู่ติดต่อกับที่ดินของวัด  แต่ที่ดินของเอกชนไม่มีทางออก เป็นที่ดินตาบอด  ประสงค์จะขอทางออกผ่านที่ดินของวัด  ต้องขอทำสัญญาเช่าที่ดินของวัดเพื่อเป็นทางเข้าออก เรียกว่า การขอจดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่ดินของวัด

มติมหาเถรสมาคมครั้งที่ 18/2540 กำหนดว่า ในกรณีที่มีผู้ขอทำสัญญาและจดทะเบียนทางภาระจำยอมผ่านที่วัดหรือที่ธรณีสงฆ์  ให้เจ้าอาวาสวัดนั้นส่งแผนผังสังเขป ประกอบด้วยตำแหน่งที่ตั้งวัดหรือที่ธรณีสงฆ์   ที่ดินแปลงที่ขอภาระจำยอม ขนาดของที่ดินภาระจำยอม  เช่น ความกว้าง ความยาว และจำนวนเนื้อที่  โดยเข้ามาตราส่วนให้ชัดเจน  สำเนาโฉนดที่ดินแปลงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด  เงินบำรุงวัด เงื่อนไขพิเศษอื่นๆ ไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

เมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติรับเรื่องและตรวจสอบความถูกต้องแล้ว  นำเสนอคณะกรรมการพิจารณางบประมาณศาสนสมบัติกลางประจำ (พศป.) พิจารณา  เมื่อเห็นสมควรนำเสนอมหาเถรสมาคม  เมื่อมหาเถรสมาคมเห็นชอบ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจึงแจ้งมติให้วัดดำเนินการต่อไป

ทบทวนอีกครั้งนะครับ   หากส่วนทางราชการขอใช้ที่ดินของวัด ต้องขอผาติกรรม  และหากเป็นเอกชนขอผ่านที่ดินของวัด ต้องจดทะเบียนทางภาระจำยอม

นอกจากที่ซึ่งตั้งวัดและที่ธรณีสงฆ์อันเป็นที่ดินของวัดหรือเป็นศาสนสมบัติแล้ว  เราคงได้ยินคำว่า "กัลปนา" ที่ดินซึ่งมิใช่ที่ดินของวัด  หากแต่เป็นที่ซึ่งมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้วัดหรือพระศาสนา เช่น นายสมชายมีศรัทธาอันแรงกล้ายกที่ดิน 5,000 ไร่ ให้วัด แต่ถวายหรือโอนที่ดินนั้นให้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัด   ถวายเพียงค่าเช่าที่ดินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่เกิดขึ้นแก่วัด  ที่ดินนั้นยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายสมชาย จึงมิใช่ที่ดินของวัด เป็นเพียงที่กัลปนา

ที่วัดที่ธรณีสงฆ์ อันเป็นที่ดินของวัด ต่อมามีการยกเลิกวัด ทรัพย์สินของวัดที่ถูกยกเลิกต้องตกเป็นศาสนสมบัติกลาง หรือวัดใดกลายสภาพเป็นวัดร้าง ที่ดินของวัดรวมทั้งทรัพย์สินของวัด ย่อมอยู่ในความดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เริ่มงงหรือยังครับท่านผู้อ่าน ถ้ายังไม่งงผมมีเรื่องคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้

สมัยก่อนไม่ค่อยพบปัญหาเกี่ยวกับที่ดินของวัดบ่อยนัก ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าที่ดินสมัยนั้นยังราคาต่ำอยู่ หรือผู้คนสมัยนั้นมีความละอายและเกรงกลัวบาปกรรมกันมากก็เป็นได้ มาสมัยนี้ที่ดินราคาแพงขึ้นมาก อีกทั้งการอพยพของผู้คน ก็มากขึ้น ทำให้ส่วนหนึ่งจึงเดือดร้อนไปยังที่ดินของวัด

ปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินก็เกิดขึ้นตามมา เมื่อวัดมีปัญหาเกี่ยวกับที่ดินในกรณีต่างๆ ควรขอความช่วยเหลือไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดที่วัดตั้งอยู่ แล้วมอบอำนาจให้จังหวัดเป็นตัวแทนของวัดดำเนินการจนเสร็จเรื่อง

ผู้เขียน: 
สมชาย สุรชาตรี ผอ.สนง.ศาสนสมบัติ พศ.
ที่มา: 

ข่าวสด

ความคิดเห็น

ที่กัลปนาสงฆ์วัดใดเป็นของสงฆ์วัดนั้น อาศัยบริโภคผลประโยชน์บนที่ดิน ซึ่งเจ้าของปวารณาถวาย

เช่นที่สวนลำไย ต้นลำไยและผลที่เกิดจากต้นลำไยเป็นของวัด ส่วนที่ดินยังเป็นของเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินอยู่

กรณีอย่างนี้เกิดปัญหาว่า เมื่อเจ้าของที่ดินตาย มรดกตกเป็นของทายาทชั้นบุตรตามกฏหมาย ทายาทชั้นบุตรขายลำไย ถือว่าเป็นสมบัติส่วนตน ไม่ส่งผลประโยชน์แก่วัด เพราะเมื่อตนรับมรดกนั้นไม่ได้ปวารณาถวายกัลปนาแด่สงฆวัดนี้ แต่ทางวัดยังถือว่าเจ้าของเดิม คือ พ่อแม่เขา ปวารณาไว้ว่ายถวายผลประโยชน์บนที่ดินให้วัดแล้ว เมื่อขายลำไยก็ต้องส่งผลประโยชน์ คือ เงินค่าลำไยให้วัด   กรณีนี้ ถือว่าวัดมีสิทธิเรียกร้อง ขอรับผลประโยชน์ ในกัลปนาที่เดิมปวารณาไว้ได้หรือไม่

ผมเองคิดเห็นว่าน่าจะไม่ใช่ เพราะที่ดินและต้นลำไยบนที่ดินเปลี่ยนมือไปตามกฎหมายรับมรดกของทายาท หากพระเรียกร้องเอาได้มาน่าจะผิดพระวินัยพุทธบัญญัติด้วย

แสดงความคิดเห็น

  • ที่อยู่เว็บและอีเมลจะเปลี่ยนเป็นลิงก์ให้อัตโนมัติ
  • Allowed HTML tags: <p><a><u><i><b> <em><strike><img> <strong> <cite> <code> <ul> <ol> <li> <dl> <dt> <dd><blockquote><div>
  • *การขึ้นบรรทัดใหม่ : ถ้าข้อความยาวไม่เกิน 1 บรรทัด กด Enter หนึ่งครั้ง, ถ้ายาวเกิน 1 บรรทัด กด Enter สองครั้ง เพื่อให้มีช่องว่างระหว่างย่อหน้า ให้อ่านง่ายขึ้น - มีวรรคตอน อย่าเขียนติดกันเป็นพืด* :(

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งค่ารูปแบบอินพุต

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.